เวอร์ชวลแบงก์ จุดเปลี่ยนธุรกิจการเงิน ไม่ผูกขาดตลาด-หนุนแข่งขัน อัดดอกต่ำ-ไร้ค่าฟี
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การเงินและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า วิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เงิน ระบบการเงินการธนาคาร และ ตลาดการเงิน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้นหน้าที่และความสำคัญจะยังคงเหมือนเดิมก็ตาม รูปแบบและลักษณะของเงินตราได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ พลวัตทางสังคมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในระบบการเงิน
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า การให้ใบอนุญาตธนาคารไร้สาขาและทำธุรกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ (เวอร์ชวลแบงก์) จะเป็นจุดเปลี่ยนระบบโครงสร้างระบบการเงินไทยครั้งสำคัญ ธนาคารและการเงินแบบเดิม ต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ทั้งการยุบสาขา ลดคนเพิ่มอีกระลอกใหม่ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของระบบการเงินไทยค่อนข้างสูงจะถูกกดดันให้ลดลงในระยะยาวจากการแข่งขันเพิ่มขึ้นในธุรกิจบริการทางการเงิน
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการทางการเงินก็จะมีทางเลือกมากขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีและรายย่อย ระบบการเงินจากเวอร์ชวลแบงก์บวกกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมจะช่วยเพิ่มและเสริมให้ตลาดการเงิน ระบบการเงิน และระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยจัดสรรเงินออมไปยังผู้ใช้เงินทุนที่มีประสิทธิภาพกว่าระบบการเงินและตลาดเงินที่ไม่พัฒนาและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวสู่ประเทศรายได้ระดับปานกลาง
“ระบบการเงินและตลาดเงินที่สามารถทำหน้าที่ได้ดีและมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น เมื่อไม่มีเงินทุน กิจกรรมการทางเศรษฐกิจจะสะดุดและหยุดชะงักได้ ธุรกิจเอกชนก็อาจสูญเสียโอกาสในการลงทุน รัฐบาลขาดแคลนเงินทุนก็ต้องชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้”รศ. ดร. อนุสรณ์กล่าว
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า แนวโน้มกำไรของธุรกิจอุตสาหกรรมธนาคารดั้งเดิมจะถดถอยลงในระยะยาว อำนาจกึ่งผูกขาดในอุตสาหกรรมธนาคารจะลดลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทยจะเปิดให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดมากหรือน้อย ผลประโยชน์ทางธุรกิจและเศรษฐกิจจะถูกแบ่งปันไปยังกลุ่มธนาคารไร้สาขาเวอร์ชวลแบงก์มากขึ้น โดยธุรกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลสื่อสารโทรคมนาคมจะมีบทบาทในการให้บริการทางการเงินเพิ่มขึ้น
“ยิ่งเปิดให้มี เวอร์ชวลแบงก์มากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มการแข่งขัน ยิ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลดลง เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและธุรกิจผู้ใช้บริการ จำนวนใบอนุญาตที่เหมาะสมต้องพิจารณาดูการแข่งขันที่เหมาะสมไม่นำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพเชิงระบบด้วย”รศ. ดร. อนุสรณ์กล่าว
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า หากดูตัวอย่างของเวอร์ชวลแบงก์ในต่างประเทศ พบว่ามีทั้งที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขยายตัวปานกลางหรือไม่ประสบความสำเร็จก็มี เช่น WeBank ของจีน มีฐานลูกค้า 100 กว่าล้านคน Starling Bank, Atom Bank ของอังกฤษมีฐานลูกค้าหลายล้านคน Current Bank (Choice Financial Group) และ Vora Bank ของสหรัฐเมริกาสามารถระดมทุนได้ในระดับพันล้านดอลลาร์เพื่อปล่อยสินเชื่อ N26
เวอร์ชวลแบงก์ของเยอรมันสามารถให้บริการทางการเงินด้วยนวัตกรรมทางการเงินให้กับฐานลูกค้า 7 ล้านคน Kakao Bank ของเกาหลีใต้มีฐานลูกค้า 17 ล้านคน บริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทคได้ร่วมกับสถาบันการเงินในการทำธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์ อย่างกรณีการเป็นพันธมิตรกันระหว่าง Apple และ Goldman Sachs จะทำให้เกิดยักษ์ใหญ่ฟินเทค (Fintech Giant) เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดบริการทางการเงินของโลก
บรรดาเวอร์ชวลแบงก์เกือบทั้งหมด คิดดอกเบี้ยเงินกู้และค่าธรรมเนียมต่ำกว่าสถาบันทางการเงินแบบดั้งเดิมมาก หรือบางธุรกรรมก็ไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ย และให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่า เช่น บัญชีเงินฝากของ Apple ร่วมกับ Goldman Sachs สามารถจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากได้สูงถึง 4.15% เนื่องจากเวอร์ชวลแบงก์มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ และมีช่องทางและโมเดลในการหารายได้ต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม กรณี Nubank ของบราซิล ไม่คิดค่าธรรมเนียมบัตร การโอนเงินและคิดดอกเบี้ยถูกมาก
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ภายใน ปี ค.ศ. 2030 ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกจะเพิ่มเป็นมากกว่า 8 พันล้านราย คิดเป็น 90% ของประชากรโลก ในปัจจุบันนี้มีประชาชนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เพียง 5 พันล้านราย อุตสาหกรรมการเงินจะสามารถให้บริการผ่านทางดิจิทัลได้ทั่วถึงและง่ายกว่าเดิม
ระบบการเงินแบบรวมศูนย์ จะขับเคลื่อนสู่ ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์มากขึ้นตามลำดับ บทบาทของ ธนาคารกลาง จะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นโยบายการเงิน นโยบายกำกับสถาบันการเงินและนโยบายระบบการชำระเงินก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามบทบาทใหม่ของธนาคารกลาง
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า เงินและระบบการเงินในปัจจุบันตั้งอยู่บนระบบ Fiat Money (Fractional Reserve) โดยในอดีตประเทศต่างๆ มักจะกำหนดให้ค่าเงินสกุลของประเทศตัวเองให้คงที่กับโลหะมีค่าหรือสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งและพยายามรักษาค่าเงินให้คงที่ ประเทศส่วนใหญ่จะพยายามรักษาค่าเงินของตัวเองเมื่อเทียบกับโลหะทองคำ จึงเรียกว่าระบบมาตรฐานทองคำ มาตรฐานเงินตราอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ มาตรฐานโลหะ และมาตรฐานกระดาษ โดยที่มาตรฐานโลหะยังแบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อย ได้แก่ มาตรฐานโลหะสองชนิด มาตรฐานทองคำ มาตรฐานเงิน มาตรฐานโลหะผสม
ระบบเบรตตันวูดส์เป็นตัวอย่างแรกของระเบียบการเงินที่มีการเจรจาอย่างสมบูรณ์โดยเจตนาเพื่อปกครองความสัมพันธ์การเงินระหว่างรัฐชาติเอกราช ลักษณะสำคัญของระบบเบรตตันวูดส์ คือ ทุกประเทศมีพันธกรณีใช้นโยบายการเงินซึ่งธำรงอัตราแลกเปลี่ยนโดยผูกเงินตราของประเทศกับทองคำและความสามารถของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมการเสียดุลการชำระเงินชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องจัดการการขาดความร่วมมือระหว่างประเทศอื่นๆและเพื่อป้องกันการลดค่าเงินตราแข่งขันด้วย
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ในการเตรียมบูรณะระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังดำเนินอยู่ ผู้แทน 730 คนจากทั้ง 44 ชาติฝ่ายสัมพันธมิตรประชุมกันที่โรงแรมเมาต์วอชิงตันในเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา หรือเรียก การประชุมเบรตตันวูดส์ ผู้แทนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างวันที่ 1–22 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 และลงนามความตกลงในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นการจัดตั้งระบบ กฎระเบียบ สถาบันและวิธีดำเนินงานเพื่อจัดระเบียบระบบการเงินระหว่างประเทศ ผู้วางแผนที่เบรตตันวูดส์สถาปนากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD)
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธนาคารโลก องค์การเหล่านี้เริ่มปฏิบัติงานในปี 2488 หลังประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบันความตกลงมากแล้ว วันที่ 15 สิงหาคม 2514 สหรัฐยุติการแปลงดอลลาร์สหรัฐฯเป็นทองคำฝ่ายเดียว นำให้ระบบเบรตตันวูดส์ถึงคราวสิ้นสุดและดอลลาร์กลายเป็นเงินเฟียต (fiat currency) ขณะเดียวกัน เงินตราอัตราแลกเปลี่ยนคงที่หลายสกุล (เช่น ปอนด์สเตอร์ลิง) กลายเป็นเงินอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวเสรีเช่นกัน พัฒนาการของระบบการเงินโลกนั้นเป็นระบบรวมศูนย์มาอย่างต่อเนื่องภายใต้ระบบธนาคารกลาง แต่สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ในระบบการเงินแบบเดิมที่มีลักษณะรวมศูนย์ (CeFi) มีเงินอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภท 1 คือเงินที่ออกโดยรัฐ (Public Money) หรือ Fiat Money ประเภทที่ 2 เป็นเงินที่ออกโดยเอกชน (Private Money) ที่มาต่อยอด เช่น การสร้างเงินฝากของระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งการสร้าง e-Money ในลักษณะต่างๆ เนื่องจากเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นเงินเฟียต (Fiat Money) เป็นเงินตราที่อำนาจรัฐตราขึ้นให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายโดยไม่ได้มีโลหะมีค่าหนุนหลังเต็มจำนวน
โดยที่สิ่งที่นำมาใช้เป็นเงินนั้นไม่ใช่โลหะมีค่า เช่น เงินธนบัตรก็เป็นเพียงกระดาษ การยกเลิกการผูกเงินกระดาษกับทองคำก็เพื่อให้ธนาคารกลางมีความสามารถในการพิมพ์เงินอัดฉีดสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินเฟียตจึงเหมือนเป็นหนี้ของธนาคารกลางที่ออกมาให้คนถือครองโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย มันมีค่าเพราะเราเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ
ในระบบการเงินและธนาคารกลาง การยกเลิกผูกเงินไว้กับทองคำทำให้ธนาคารกลางสามารถควบคุมนโยบายการเงินได้มากกว่าเดิม หากธนาคารบริหารนโยบายการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากธนาคารกลางเกิดบริหารนโยบายการเงินผิดผลาด เพิ่มปริมาณเงินด้วยนโยบาย Quantitative Easing และพิมพ์เงินเข้ามาในระบบมาเกินไปก็อาจทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง
คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เกิดขึ้นและท้าทายระบบ Fiat Money อย่างชัดเจน เป็นเหมือนการดึงอำนาจการพิมพ์เงินและการควบคุมปริมาณเงินออกจากระบบธนาคารกลาง หากประชาชนหันไปใช้คริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้นย่อมทำให้ความสามารถในการควบคุมปริมาณเงินโดยธนาคารกลางลดลง
ธนาคารกลางนั้นจะออกแบบโครงสร้างแบบ 2 ชั้น เพื่อให้ประชาชนที่ถือ Private Money สามารถแลกกลับมาเป็น Fiat Money ได้ ทำให้ประชาชนที่ถือเงินมีความปลอดภัยและเงินที่ถือมีสภาพคล่องสูง เงินทั้ง 2 รูปแบบในระบบการเงินแบบรวมศูนย์นี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเอกชน กับ บทบาทเงินภาครัฐที่เน้นเสถียรภาพเชิงระบบ ในระบบนี้ธนาคารกลางจะทำหน้าที่ ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายอันเป็นกลไกค้ำประกันความมั่นคงของระบบการเงิน
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้รูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่มีตัวกลาง (Decentralized finance – DeFi) ขยายตัวและต้นทุนทางการเงินต่ำลง การถือสกุลเงินดิจิทัลไว้เพื่อซื้อสินค้าและบริการได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและการใช้บริการกู้เงินระหว่างกันผ่านแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางทางการเงิน แนวโน้มดังกล่าวทำให้ Fiat Money อาจมีบทบาทลดลงในภาคการเงิน (Adrian & Mancini-Griffoli, 2021)
หากเงินดิจิทัลไม่ว่าออกโดยเอกชนในประเทศหรือต่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น และ สามารถทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยวัดมูลค่าดีขึ้น เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนดีขึ้น เป็นหน่วยในการเก็บรักษาและสะสมมูลค่าดีขึ้น อาจจะส่งผลให้บทบาทของธนาคารกลางและอธิปไตยทางการเงินลดลง การออกเงินสกุลดิจิทัลรายย่อยของธนาคารกลาง (Retail CBDC) จะช่วยรักษาสมดุลระหว่าง Fiat Money กับ สกุลดิจิทัลทางเลือก ทำให้ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยทางการเงินลดลง
นอกจากนี้ ในประเทศใดที่มีความเชื่อมั่นต่อระบบธนากลางและมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางย่อมทำให้อธิปไตยทางการเงินเข้มแข็งขึ้น อีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเดิม Core Banking System ของระบบธนาคารพาณิชย์แบบเดิมขาดความยืดหยุ่นและขาดความเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา
“ปัจจัยนี้จะทำให้ระยะยาวแล้ว ระบบเวอร์ชวลแบงก์จะตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทางการเงินมากกว่าและมีค่าบริการ ต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีและไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของระบบเวอร์ชวลแบงก์และการเงินดิจิทัล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าธนาคารไร้สาขาแบบให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบจะเติบโตแค่ไหนอย่างไร”รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าว

