หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.ล.ต. เดินหน...

ก.ล.ต. เดินหน้า ปรับเกณฑ์ คุมชอร์ตเซล-โปรแกรมเทรด เพิ่มเชื่อมั่นการซื้อขายหุ้น คาดใช้ Q3 ปีนี้

11.03.24 | 18:09 น.

ก.ล.ต. เดินหน้า ปรับเกณฑ์ คุมชอร์ตเซล-โปรแกรมเทรด เพิ่มเชื่อมั่นการซื้อขายหุ้น คาดใช้ Q3 ปีนี้

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กำหนดแนวทางปรับปรุงการกำกับดูแลธุรกรรม Short Selling และ Program Trading หรือการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขาย ซึ่งปัจจุบันปริมาณ Short selling มีประมาณ 7% ของมูลค่ารายวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 5% โดยปริมาณสูงสุดมาจากโปรแกรมต่างประเทศ ประมาณ 79% ส่วนรายย่อยมี 3% ซึ่งส่วนใหญ่การทำธุรกรรม Short Selling จะอยู่ในหุ้นกลุ่ม SET100 หรือหุ้น 100 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นหลัก โดยมาตรการเหล่านี้ ก.ล.ต.ได้เห็นชอบในหลักการตามที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 2/2567 จะเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือเฮียริ่งจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากนั้นในบางมาตรการน่าจะประกาศใช้ได้ภายในไตรมาส 3/2567 และใช้เวลาประเมินผลประมาณ 6 เดือน ว่าควรมีอะไรปรับเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อประกาศใช้ทั้งหมดอีกครั้ง

นางพรอนงค์ กล่าวว่า การดำเนินแนวทางปรับปรุงมี 2 เป้าหมาย ได้แก่ 1.เพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขาย โดยเพิ่มคุณภาพหุ้นที่สามารถ Short Selling (Eligible Securities) โดยเพิ่มเงื่อนไขของหุ้นกลุ่ม Non-SET100 ที่สามารถขายชอร์ตได้ โดยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) จาก 5,000 ล้านบาท เป็น 7,500 ล้านบาท และเพิ่มเกณฑ์สภาพคล่องของหุ้น (turnover) เป็นไม่น้อยกว่า 2%ต่อเดือน และจะมีการปรับปรุงเกณฑ์ซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ (trading rules) โดยเพิ่มการใช้ราคาขายชอร์ตที่ต้องสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Uptick Rule) เมื่อราคาหุ้นลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไปของราคาปิดวันก่อนหน้า และ 2.ป้องปรามการขายชอร์ตไม่เป็นตามเกณฑ์ (Naked Short Selling) โดยเพิ่มคุณภาพการทำหน้าที่ตรวจสอบของตัวกลาง อย่างบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จะต้องทำความรู้จักระบบงานของลูกค้า (เควายพี) กรณีลูกค้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อให้ลูกค้าทราบ/เข้าใจหลักเกณฑ์ และสื่อสารให้ลูกค้าในชั้นต่อไป และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าตัวกลาง มีระบบควบคุม ติดตามการปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

“มีข้อตกลงกับลูกค้ายินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยินยอมให้ บล. ไล่เบี้ยค่าปรับกรณีที่ บล. ต้องชำระค่าปรับเนื่องจากลูกค้าไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ บล. ต้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย มีระบบงานรับส่งคำสั่งที่มีประสิทธิภาพ และกลั่นกรองคำสั่งโดยตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันว่าลูกค้ามีหลักทรัพย์ตามคำสั่ง พัฒนาระบบกลาง ให้ บล. ตรวจสอบหลักทรัพย์ได้ เพิ่มอัตราโทษ บล. ที่ไม่ทำตามเกณฑ์ให้เทียบเท่าต่างประเทศ อาทิ กรณีพบ Naked Short Selling จะปรับ 3 เท่าของกำไร (ขั้นต่ำ 1 ล้านบาท) กรณีการทำธุรกรรม Short Selling ไม่ทำตามเกณฑ์ จะปรับไม่เกิน 0.3 ล้านบาทต่อครั้ง แก้กฎหมายเพิ่มความรับผิดตลอดสาย และสร้างกลไกที่ทำให้ทราบถึงผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” นางพรอนงค์ กล่าว

นางพรอนงค์ กล่าวว่า แนวทางปรับปรุงการกำกับดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (Program Trading) / การส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูง (High Frequency Trading : HFT) มีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายโดยรวม ได้แก่ 1. ดำเนินการให้สามารถรู้ตัวตนลูกค้าและตรวจสอบได้ ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ลงทุนประเภท HFT กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อให้สามารถติดตามการซื้อขายของผู้ลงทุน HFT ได้ 2.ทบทวนพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งการเพิ่มลักษณะคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมให้ครอบคลุมพฤติกรรมการซื้อขายในปัจจุบัน จัดทำระบบกลางคัดกรองคำสั่งไม่เหมาะสม กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำของคำสั่งที่เข้ามา ก่อนที่จะสามารถยกเลิกคำสั่งนั้นได้ เพื่อป้องกันคำสั่งใส่ถอนถี่เกินไป 3.ควบคุมความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ได้ 4.ผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะทบทวนเกณฑ์การดำเนินการ (sanction) กับลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และตลท. เปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมให้ทุก บล. ทราบ เพื่อให้ดำเนินการตามที่กำหนด

Advertisement