หน้าแรก เศรษฐกิจ กสิกร ชี้ ต้อ...

กสิกร ชี้ ต้องเพิ่มรายได้ปชช. เพื่อลดหนี้ครัวเรือน ลุ้นรัฐเบิกจ่ายงบ’67 ดันจีดีพีแตะ 2.8%

13.03.24 | 16:37 น.

กสิกร ชี้ ต้องเพิ่มรายได้ปชช. เพื่อลดหนี้ครัวเรือน ลุ้นรัฐเบิกจ่ายงบ’67 ดันจีดีพีแตะ 2.8% ระบุ รบ.ต้องชัดเจนแจกเงินดิจิทัลหรือไม่  พร้อมปรับลดคาดการศก.ใหม่

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงมาตรการแก้หนี้ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดำเนินการนั้น อาจไม่ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนโดยรวมใหญ่ขึ้นจากระดับปัจจุบันอยู่ที่ราว 91% ของจีดีพี แต่หลักๆ สิ่งที่ต้องทำคือไปเพิ่มรายได้ ซึ่งมาตรการทั้งของ ธปท. และภาครัฐบาลอาจช่วยได้เล็กน้อย แต่ถ้าจะลดหนี้ครัวเรือนลงจากสัดส่วนของจีดีพี ซึ่งต้องเพิ่มจีดีพีเข้ามาให้สูงขึ้น โดยเฉพาะดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศไทย เรื่องพลังงานสะอาดที่เพียงพอ ราคาที่เหมาะสม จุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ

นายบุรินทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศเรื่องของการเมืองไม่ได้มองว่าเป็นผลกระทบสำคัญ ที่ผ่านมา การเมืองไทยลักษณะนี้และมีความไม่เสถียรของการเมืองเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่สิ่งสำคัญเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลด้านกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน เช่น มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท รัฐบาลต้องชัดเจนว่าจะออกหรือไม่ออก ถ้าออกไม่ได้แล้วมีมาตรการอื่นมาทดแทนจะสร้างความชัดเจน ทั้งกับนักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติ ที่รู้ว่ามาตรการกระตุ้นมาจากอะไร

“นอกจากนี้ มีนโยบายเชิงโครงสร้างที่อยากเห็นความขัดเจน เรื่องภาษี เรื่องกฎหมายต่างๆ จริงๆ หลายคนพูดถึงไทยว่ากฎหมาย กฎระเบียบเยอะ ถ้าทำให้ไม่ซับซ้อนได้จะช่วยประเทศได้เยอะ”นายบุรินทร์ กล่าว

Advertisement

นายบุรินทร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวในระดับเดียวกันกับปี 2566 การค้าโลกน่าจะกลับมาขยายตัวได้ดี  แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกจะค่อยๆ ปรับลดลงจากเงินเฟ้อที่กำลังปรับลดสู้เป้าของธนาคารกลางทั่วโลก จีนยังคงเผชิญกับปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศปรับลดและผู้ประกอบการจีนยังคงลดราคาสินค้าต่อเนื่องเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประเมินว่าเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ และได้ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ตลาดการเงินมองว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2567

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2567 มีแนวโน้มโตต่ำกว่าคาด โดยศูนย์วิจัยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2567 ณ เดือนมีนาคม ลงมาอยู่ที่ 2.8% จาก 3.1% ทั้งนี้ หากรวมมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท สนับสนุนให้จีดีพีขยายตัวถึง 3.1% อย่างไรก็ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาจากอุปสงค์ในประเทศที่โมเมนตัมยังแผ่วลงคาดว่าจะอยู่ที่ 2.6% ลดลงจาก 2.8% รวมถึงภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวหลายเดือนติดต่อกัน

นายบุรินทร์ กล่าวว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงหนุนจากการกลับมาเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐบาลและการส่งออกสินค้าที่คาดว่าขยายตัว 2% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีโอกาสโตถึง 36 ล้านคนในปีนี้ นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สิ้นสุดวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นไปแล้วที่ 2.5%  และ ธปท. มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้งในปี 2567 นี้ ส่วนประมาณการอัตราเงินเฟ้อของปี 2567 อยู่ที่ระดับ 0.8%

ทั้งนี้ ภาพรวมจากการประเมินเศรษฐกิจ ถ้าตัวเลขไม่ได้ออกมาแย่กว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ ธปท.อาจลดดอดเบี้ยก่อนเฟด แต่ถ้าดูจากสัญญาณของ ธปท.คาดว่าจะรอเฟดลดดอกเบี้ยก่อน อีกทั้งอาจต้องพิจารณานโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท รวมถึงพิจารณาเรื่องงบประมาณปี 2567 ของรัฐบาลว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร

“หากมีการเบิกจ่ายของภาครัฐบาลออกมาจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการผลิตที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง หลังตัวเลขดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ในเดือนมกราคม 2567 อยู่ที่ติดลบ 2.9% หดตัวเป็นเดือนที่ 16 และภาคก่อสร้างที่ยังรองบเบิกจ่ายของภาครัฐบาล”นายบุรินทร์ กล่าว

นายบุรินทร์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในบริบทที่การค้าโลกมีนโยบายกีดกันการค้ายังเข้มข้นอยู่ แนวโน้มการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากทั่วโลก และเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่กำลังมีผลกระทบทั่วโลก ส่วนประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ มากมาย จำเป็นต้องเร่งหาเครื่องจักรใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“ศูนย์วิจัยมองว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งเรื่องการเป็นศูนย์กลางการผลิตอีวี EV ศูนย์กลางด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centre) หรือการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติในการลงทุนรูปแบบอื่นๆ มีกุญแจสำคัญคือ ประเทศไทยต้องมีพลังงานสะอาดเพียงพอในราคาที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเชิงกรีนอีโคโนมีเข้ามาเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย”นายบุรินทร์กล่าว