EIC คาด กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 2% หวังดึงลงทุนพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ชี้ถ้าลดดอกจริง ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นบริโภค
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายสมประวิณ มันประเสริฐรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทย โดยได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2567 เหลือ 2.7% จากเดิม 3% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องได้ จากแรงขับเคลื่อนของการท่องเที่ยวและภาคบริการรวมถึงเศรษฐกิจด้านอุปสงค์อื่นที่กลับมาขยายตัวเร่งขึ้นในหลายองค์ประกอบ โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลให้จีดีพีปรับลดลง อาทิ ปัจจัยจากภาครัฐบาลที่ใช้จ่ายหดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 1/2567 จากความล่าช้าของการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2567 ประกอบกับปัญหาสินค้าคงคลังสะสมสูงจากปีก่อนจะยังไม่สามารถคลี่คลายได้เร็วจากปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกไทยที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะยังฟื้นช้าต่อเนื่องมาในปีนี้
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ยังสร้างผลกระทบต่อเนื่อง อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลกจากปัญหาบริเวณทะเลแดงและคลองปานามา สภาพคล่องโลกที่ลดลง และความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ
“การปรับจีดีพีที่ 2.7% ลดลงจาก 3% ซึ่งการประเมินดังกล่าว ไม่รวมมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท แต่ถ้ามาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินได้จริง ที่คาดว่าจะออกโดยใช้งบฯ 5 แสนล้านบาทจะสามารถสนับสนุนให้จีดีพีขยายตัวได้ที่ 1-2%“นายสมประวิณกล่าว
นายสมประวิณ กล่าวว่า คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะทยอยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบันที่ 2.5% มาอยู่ที่ 2% โดยจะลด 2 ครั้ง จะเริ่มลดครั้งแรกในการประชุมวันที่ 10 เมษายน และครั้งถัดไปวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เพื่อรักษาบทบาทนโยบายการเงินที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจไว้เช่นเดิม หลังจากกลไกการทำนโยบายการเงินจากปัจจัยเชิงโครงสร้างภาคการผลิตที่รุนแรงขึ้นและประเมินนัยต่อระดับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (Neutral rate) ที่ต่ำลง
โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวของไทยได้ลดต่ำลงมาอยู่ที่ราว 2.1% จากระดับเดิม 2.5% ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยนอกจากจะเป็นการปรับท่าทีของนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนไปได้ทันสถานการณ์แล้ว จะยังมีผลช่วยบรรเทาภาระหนี้สูง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจและครัวเรือนเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงช่วยเพิ่มปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยท่ามกลางแรงส่งภาครัฐที่ยังติดขัดในปีนี้ได้อีกทาง
“ดอกเบี้ยไทยสามารถปรับลดลงได้ในอัตรา 0.50% จะปรับลดจากการประชุมในเดือนเมษายนและเดือนมิถุนายนที่ระดับ 0.25% ติดต่อกัน ซึ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เพราะเศรษฐกิจแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากตัวเลขจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาส 4/2566 ไม่ได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้น กลับไปที่อัตราดอกเบี้ยควรจะปรับลดลงจากโครงสร้างเศรษฐกิจ“นายสมประวิณ กล่าว
นายสมประวิณ กล่าวว่า นอกจากนี้ มาตรการที่รัฐบาลควรขับเคลื่อนเพิ่ม หลังจากที่งบประมาณปี 2567 พิจารณาแล้วเสร็จแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.แม้การลดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยเรื่องโครงสร้าง แต่การลดดอกเบี้ยจะช่วยเอื้อบรรยากาศให้การลงทุนมีมากขึ้น ดังนั้น การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวยังไม่จบ จึงต้องมีการทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการลงทุนของผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)
และ 2.นโยบายการคลังจะทำได้คือการกระตุ้นการลงทุน แม้วันนี้จะเห็นความพยายามในการกระตุ้นภาคบริโภค แต่สิ่งที่เศรษฐกิจไทยขาดคือการลงทุน ถ้ามีการลดดอกเบี้ยขึ้นจริงคงไม่ต้องการไปกระตุ้นการบริโภค เพราะถ้ากระตุ้นการบริโภคพร้อมลดดอกเบี้ย หมายถึงประชาชนต้องกู้เพิ่มเพื่อมาบริโภค ซึ่งไม่ควรทำ
“การลดดอกเบี้ยที่ดีจะนำไปสู่การเติบโตที่ดีในระยะยาวได้ถ้ามีการกระตุ้นการลงทุน และการลงทุนทำให้เกิดการพัฒนาได้ในระยะยาว“นายสมประวิณ กล่าว

