ตลาดที่อยู่อาศัยภาคอีสาน ซึมพิษเศรษฐกิจ เข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เหลือขายกว่า 1 หมื่นยูนิต
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) เปิดเผยว่า ผลสำรวจที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และมหาสารคามในครึ่งหลังปี 2566 มีจำนวนอุปทานพร้อมขาย 13,866 หน่วย มูลค่า 51,714 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 2,782 หน่วย มูลค่า 8,856 ล้านบาท บ้านจัดสรร 11,084 หน่วย มูลค่า 42,858 ล้านบาท มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด 1,794 หน่วย มูลค่า 9,858 ล้านบาท มีโครงการขายได้ใหม่ 2,213 หน่วย มูลค่า 8,104 ล้านบาท ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขาย 11,653 หน่วย มูลค่า 43,611 ล้านบาท
“เมื่อเปรียบเทียบระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขายของ 5 จังหวัดพบว่านครราชสีมา และ ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีขนาดตลาดเป็นลำดับ 1 และ 2 ในทุกด้าน ดูได้จากจำนวนและสัดส่วนที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่มีการเสนอขายถึง 6,157 หน่วย หรือ 44.4% มูลค่า 26,340 ล้านบาท หรือ 50.9% แต่ขอนแก่นเปิดตัวใหม่มากสุด เป็นบ้านจัดสรรและอาคารชุดรวม 736 หน่วย มูลค่า 2,195 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 193 หน่วย มูลค่า 1,154 ล้านบาท อาคารชุด 543 หน่วย มูลค่า 1,040 ล้านบาท มีหน่วยขายได้ใหม่สูงสุด 959 หน่วย มูลค่า 2,469 ล้านบาท รองลงมาเนครราชสีมา 841 หน่วย มูลค่า 4,163 ล้านบาท ส่วนอุบลราชธานีมีอัตราดูดซับบ้านจัดสรรสูงสุดและขอนแก่นมีอัตราดูดซับอาคารชุดสูงสุด” นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า ขณะที่ที่อยู่อาศัยเหลือขายในครึ่งหลังปี 2566 จำนวน 11,653 หน่วย มูลค่า 43,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 18.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย 5 ทำเล มีหน่วยเหลือขายมากสุดคือ ทำเลจอหอ 1,406 หน่วย มูลค่า 4,490 ล้านบาท เมืองนครราชสีมา 1,034 หน่วย มูลค่า 4,451 ล้านบาท ม.ขอนแก่น 1,023 หน่วย มูลค่า 1,934 ล้านบาท บ้านใหม่-โคกกรวด 980 หน่วย มูลค่า 2,888 ล้านบาท และบ้านเป็ด 835 หน่วย มูลค่า 4,097 ล้านบาท โดยระดับราคาที่มีหน่วยเหลือขายมากสุด 2-3 ล้านบาท มี 3,591 หน่วย มูลค่า 9,413 ล้านบาท
ส่วนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ 2,213 หน่วย มูลค่า 8,104 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 1,553 หน่วย มูลค่า 5,917 ล้านบาท และอาคารชุด 660 หน่วย มูลค่า 2,187 ล้านบาท ทำเลที่มีหน่วยขายได้สูงสุด 5 อันดับแรกคือ ม.ขอนแก่น 525 หน่วย มูลค่า 860.3 ล้านบาท จอหอ 208 หน่วย มูลค่า 706 ล้านบาท หัวทะเล 160 หน่วย มูลค่า 421.5 ล้านบาท บ้านเป็ด จำนวน 140 หน่วย มูลค่า 643.4 ล้านบาท และนิคมลำตะคอง 136 หน่วย มูลค่า 781.4 ล้านบาท
“ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ อัตราดูซับน่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้หน่วยเหลือขายลดลง ขณะที่ขอนแก่นการขายน่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในส่วนคอนโดมิเนียม แต่อัตราดูดซับอาจลดต่ำลงเล็กน้อย เพราะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เข้ามาสู่ระบบมาก ด้านอุดรธานี ภาพรวมอาจจะไม่ต่างจากปี 2566 แต่อัตราดูดซับน่าจะต่ำเล็กน้อย และตลาดรวมยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว แต่หน่วยเหลือขาย อาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มีอัตราดูดซับลดต่ำลง ขณะที่อุบลราชธานี น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปี ก่อน โดยสรุปตลาดภาพรวมภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือยอดขายจะยังคงอยู่ในระดับทรงตัว อาจมีเพียงขอนแก่นที่มีโครงการขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่จึงมีความต้องการซื้ออาคารชุดมากกว่าจังหวัดอื่น โดยเป็นการซื้อเพื่อการพักอาศัยและการลงทุน”นายวิชัยกล่าว

