ผมได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาทองคำในช่วงระยะเวลาต่างๆ กัน และเผยแพร่ในบทความ “คิด เห็น แชร์” ประจำเดือน เม.ย.2565 ที่ผ่านมา โดยสรุปแล้วปัจจัยต่างๆ ที่เคยมีผลต่อราคาทองคำเริ่มมีบทบาทที่เปลี่ยนไปในช่วง 1-2 ทศวรรษล่าสุด โดยบทบาทการเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อของทองคำ หรือ “Inflation hedge” เริ่มไม่ชัดเจนเช่นในอดีตที่ผ่านมา บทบาทการเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง หรือ “Safe Haven” เริ่มมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากนโยบายการเงินที่ผิดปกติของ ธ.กลางสหรัฐ อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำอย่างชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ “อัตราดอกเบี้ย” โดยราคาทองคำที่แท้จริง ซึ่งปรับปรุงด้วยอัตราเงินเฟ้อ หรือ Real gold price มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจนกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สำหรับบทความฉบับนี้ ผมจะเน้นการวิเคราะห์ถึงราคาทองคำในปัจจุบันที่ปรับขึ้นมามาก ว่าหากพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ แล้วยังน่าสนใจลงทุนหรือไม่ หรือควรรอจังหวะเวลาให้ราคาทองคำในตลาดโลกอ่อนตัวลงเสียก่อน
ราคาทองคำในตลาดโลกล่าสุดอยู่ที่ 2,162 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือปรับขึ้นมาราว 4.8% เทียบกับราคา ณ สิ้นปี 2565 และหากเราพิจารณาในรูปของราคาทองคำแท้จริง โดยปรับปรุงด้วยอัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะพบว่า ราคาทองคำแท้จริงล่าสุดอยู่ที่ราว 6.95 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือปรับขึ้นมาราว 3.6% เทียบกับราคา ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งค่าเฉลี่ยราคาทองคำแท้จริงย้อนหลัง 10 ปี เท่ากับ 5.76 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ เท่ากับว่าราคาทองคำแท้จริงในปัจจุบันสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังราว 20% อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ราคาทองคำแท้จริงเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปี 2554 ที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเป็นขาลงอย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตปี 2551 (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ราคาทองคำแท้จริงปรับขึ้นสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังมากกว่า 1 เท่าตัว หรือมากกว่า 100% (ดูกราฟราคาทองคำประกอบ) ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มราคาทองคำแท้จริง ว่าจะเป็นวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ได้หรือไม่ คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในปีนี้เป็นที่แน่ชัดว่า ธ.กลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเตรียมพร้อมที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ลง หลังจากที่ใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมาตลอดเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันนักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกประเมินว่าเฟดจะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ ทำให้มีแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลง และผลักดันราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้นสวนทางกันอย่างชัดเจนในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ปลายเดือน ก.พ.-ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาให้น้ำหนักลงทุนกับทองคำมากขึ้น อย่างไรก็ดีล่าสุด ประธาน ธ.กลางสหรัฐได้ย้ำชัดว่า เฟดพร้อมที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวตามที่เฟดได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ซึ่งโดยหลักก็คือ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐต้องปรับลดลงสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% นั่นเอง เมื่อมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ก.พ.ออกมาสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์และเป็นการเร่งตัวขึ้นจากเดือน ม.ค.เล็กน้อย ทำให้ความคาดหวังต่อโอกาสที่เฟดจะทำ
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน มิ.ย.ลดลงจากเดิมที่นักลงทุนในตลาดการเงินโลกเคยคาดการณ์เอาไว้ และส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐให้ปรับสูงขึ้น และแน่นอนว่าราคาทองคำในตลาดโลกก็เริ่มที่จะมีแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้น ผมประเมินว่าทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกระยะกลาง (1-3 เดือน) มีโอกาสที่ราคาทองคำในตลาดโลกจะมีการพักฐาน ก่อนที่จะมีความชัดเจนเรื่องของนโยบายการเงินของ ธ.กลางสหรัฐ และราคาทองคำจะผันผวนตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตร การขอรับสวัสดิการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐจะนำไปสู่การคาดการณ์ถึงโอกาสที่ ธ.กลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหรือไม่
สำหรับการลงทุนทองคำในประเทศไทย ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงนอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ก็คือ อัตราแลกเปลี่ยน โดยหากกำหนดราคาทองคำตลาดโลกคงที่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลให้ ราคาทองคำในประเทศไทยปรับสูงขึ้น ในทางกลับกันกรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลให้ ราคาทองคำในประเทศไทยปรับลดลง ดังนั้นแม้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 ธ.กลางสหรัฐจะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับสูงขึ้นก็ตาม
แต่ฝ่ายวิจัยฯ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 หากค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นตามที่คาดการณ์ ราคาทองคำในประเทศไทย มีโอกาสที่จะปรับขึ้นตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกในอัตราที่น้อยกว่านั่นเอง หรือ กรณีเลวร้ายหากเฟดตัดสินใจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป อาจทำให้ราคาทองคำในประเทศไทยพักฐานแรงกว่าที่คาดได้เช่นกัน
ดังนั้นโดยสรุป ผมแนะนำนักลงทุนเลือกที่จะรอซื้อเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงมากกว่า เนื่องจากประเมินว่ามีโอกาสที่ราคาทองคำในประเทศไทยจะพักฐานหรือผันผวนในช่วง 1-3 เดือนนี้ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องของนโยบายการเงินของเฟด มากกว่านี้ แต่ภาพระยะยาวผมยังคงประเมินว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และมีโอกาสที่จะปรับลดลงในอนาคต ทำให้ระยะยาวแล้วราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสที่จะปรับขึ้น (Upside) มากกว่าที่จะปรับลดลง (Downside)
สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด

