ภูมิธรรม ร่วม ครม.สัญจรพะเยา ชูการค้าชายแดนบ้านฮวก เชื่อมไทย-ลาว-จีน
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม เวลา 09.00 น. นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมลงพื้นที่ จ.เชียงราย และพะเยา ระหว่างวันที่ 18-19 มีนาคม 2567 เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2567 ณ จังหวัดพะเยา ในการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ร่วมกับส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพบปะกับผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ YEC และ MOC Biz Club ในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหา และช่วยแก้ไขอุปสรรคด้านการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายวิทยากรกล่าวว่า โดยวันที่ 18 มีนาคม นายภูมิธรรมมีภารกิจที่สำคัญที่ จ.เชียงรายในการร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน และการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการด่านชายแดน CI ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก อ.ภูซาง จ.พะเยา เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการค้าชายแดน และส่งเสริมการลงทุนเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงการค้าไทย ลาว และจีน
นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังมีการประชุมเพื่อมอบนโยบายการบริหารจัดการที่ดิน และการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ซึ่งจะมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่สหกรณ์การเกษตรเวียงชัย จำกัด และลงพื้นที่โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน (ห้วยกิ่วนก) อ.เวียงชัย จ.เชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าในการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านแหล่งน้ำในพื้นที่
นายวิทยากรกล่าวว่า ในวันที่ 19 มีนาคม จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2567 ที่มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่
สำหรับภารกิจนายภูมิธรรม นอกจากร่วมการประชุม ครม.สัญจร แล้วจะร่วมผลักดันการค้าชายแดนที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวกและดูแลเรื่องที่ดินทำกินให้กับประชาชนในพื้นที่ กับนายกรัฐมนตรี อีกทั้งร่วมหารือกับผู้ประกอบการ คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ จ.เชียงราย และพะเยา ทั้งกลุ่มสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม กลุ่ม YEC และ MOC Biz Club เพื่อรับฟังปัญหาและสนับสนุนการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของนายภูมิธรรม ที่ต้องการเป็นรัฐสนับสนุน ให้ภาคเอกชนเป็นทัพหน้าในการสร้างรายได้ สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจต่อไป

