อนุสรณ์ คาด ธปท. ลดดอกเบี้ยก่อนสหรัฐฯ เงินไม่ไหลออก บรรเทาหนี้ กระตุ้น ศก.ระยะสั้น
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คาดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ส่งผลเงินไหลออก บรรเทาปัญหาหนี้ในไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ชี้ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับลดดอกเบี้ยหลังเดือนมิถุนายน และอาจปรับลดน้อยครั้งลง จากตัวเลขเงินเฟ้อสูงเกินเป้า จีดีพีดีเกินคาด ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง การปลดลดคนงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทคไม่ได้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในตลาดแรงงาน ส่วนแบงก์ชาติอาจปรับลดดอกเบี้ยช่วงครึ่งปีแรก จากเงินเฟ้อติดลบ บรรเทาปัญหาหนี้ในไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เฟดไม่ลดดอกเบี้ยเร็วและแรง ดอลลาร์แข็งต่อ ราคาทองปรับฐานลงระยะสั้น อุปสงค์ทองคำในตลาดโลกยังแข็งแรง ราคาไปต่อได้ นักธุรกิจและนักลงทุนจีนซื้อทองคำเพื่อโยกย้ายความมั่งคั่งออกจากประเทศมากขึ้น ธนาคารกลางจีนยังเทขายพันธบัตรสหรัฐฯแม้นชะลอลง ธนาคารกลางหลายประเทศซื้อทองคำเข้าทุนสำรองเพิ่มต่อเนื่อง
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คาดธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ย การตัดสินใจลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่ส่งผลเงินทุนไหลออกแต่อย่างใด เพราะปัจจัยดอกเบี้ยไม่ได้เป็นปัจจัยที่กำหนดการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากนัก อาจมีผลอยู่บ้างต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งไม่มีนัยยสำคัญใดๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และส่งผลต่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ความคงเส้นคงวาของนโยบายส่งเสริมการลงทุน มีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะยาวมากกว่า
สำนักวิจัยส่วนใหญ่ได้ทยอยปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยลงมาต่ำกว่า 3% เป็นส่วนใหญ่ อัตราการขยายทางเศรษฐกิจในระดับดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราการขยายตัวของกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ประมาณการอัตราการขยายเศรษฐกิจไทยถูกปรับลดลง ประมาณการของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากลับถูกปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.5-1.6% มาอยู่ที่ระดับ 2.1-2.2% ธนาคารกลางส่วนใหญ่ในปี 2024 จะเริ่มปรับทิศทางนโยบายการเงินจากนโยบายการเงินแบบตึงตัวมาเป็นนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่อาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับลดดอกเบี้ยหลังเดือนมิถุนายน และอาจปรับลดน้อยครั้งลงจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง จากตัวเลขเงินเฟ้อสูงเกินเป้า ดัชนีราคาผู้ผลิตทรงตัวในระดับสูง จีดีพีดีเกินคาด ดัชนีค้าปลีกและตลาดจ้างงานยังแข็งแกร่ง
ส่วนการปลดลดคนงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทคไม่ได้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในตลาดแรงงาน ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) และ Artificial General Intelligence (AGI) จะเปลี่ยนกายวิภาคของงาน (Anatomy of Work) เสริมศักยภาพการทำงานของแรงงานมนุษย์ จากการวิจัยพบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะทำให้สามารถประหยัดเวลาการทำงานของแรงงานมนุษย์ได้ไม่ต่ำกว่า 60-70% Generative AI and AGI จะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ความรู้สูง ทักษะสูงและค่าจ้างสูงมากกว่าแรงงานทักษะต่ำและค่าจ้างต่ำ มีการคาดการณ์ตำแหน่งงานในตลาดแรงงานทั้งหมดครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 50% จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติภายในปี ค.ศ.2045 Generative AI ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตจะทำให้อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5-3.4% ต่อปี Augmentation แรงงานทักษะต่ำให้ทำงานได้ดีขึ้น และสร้างผลกำไรให้กับกิจการได้มากขึ้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทคทยอยลดคน และปรับโครงสร้างใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง
Artificial General Intelligence (AGI) หรือ General AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาให้ใกล้เคียงมนุษย์) และ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์) จะนำไปสู่อุปทานส่วนเกินจำนวนมากของงานสร้างสรรค์ นำไปสู่การลดลงของอุปสงค์ต่อแรงงานสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างชัดเจนในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า และอนาคตต่อไป ขณะที่กิจการการผลิต หรือบริการที่อาศัยแรงงานมนุษย์จะมีลักษณะคุณค่าในตลาดเฉพาะเจาะจง (Gain Niche Value) ผลิตภาพที่สูงขึ้น ลดระดับราคาของสินค้าจำเป็นทั้งหลาย เปลี่ยนแปลงพลวัตทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเคลื่อนตัวสู่การเป็น Hyper Capitalism มากขึ้นพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ Artificial General Intelligence (AGI) หรือ General AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาให้ใกล้เคียงมนุษย์) ทำให้เกิดความจำเป็นต้องปฏิรูป และปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคม ระบบความมั่นคงและความปลอดภัยของแรงงาน ข้อถกเถียงเรื่องภาษี หุ่นยนต์และ AI เกิดขึ้นในยุโรป, สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น บางประเทศมีการเก็บภาษีเพื่อมาใช้สำหรับสวัสดิการแรงงาน บางประเทศไม่เก็บเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งลดแรงงานจูงใจในการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หลายประเทศเริ่มคิดถึงระบบ Universal Basic Income เพื่อรองรับ แรงงานมนุษย์ส่วนเกิน เพื่อให้สามารถดำรงชีพตามมาตรฐานขั้นต่ำได้
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวต่อว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติในช่วงครึ่งปีแรกจะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินในไทยได้ระดับหนึ่ง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้บ้าง พฤติกรรมการก่อหนี้เพื่อนำมาบริโภคหรือใช้จ่ายแบบไม่ระมัดระวังจะไม่เกิดขึ้น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะถ่วงการบริโภค และครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำจะไม่มีเงินออมเลย หนี้ SMEs ที่มีอยู่สูงถ่วงการลงทุน เพราะครัวเรือนและกิจการส่วนใหญ่มีภาระหนี้เดิมค่อนข้างมากและเต็มเพดานแล้ว โอกาสที่การลดอัตราดอกเบี้ย แล้วทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงก่อหนี้เพิ่มจึงมีความเป็นไปได้ต่ำ คาดว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง) จะปรับลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง น่าจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายโดยรวมทั้งปีประมาณ 0.50%
การลดอัตราดอกเบี้ยเพียงช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินในประเทศไทยเท่านั้นไม่ได้แก้ปัญหา เพราะปัญหาหนี้สินในไทยเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ อีกหลายมิติ ตั้งแต่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ ตลอดจนถึง การเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมทั้ง ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยอาจไม่ได้สูงที่สุดในโลกแต่ก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก คือ อยู่ในอันดับ 10 ของโลก มีโครงสร้างหนี้อุปโภคบริโภคเกือบสูงที่สุดในโลก และหนี้เหล่านี้มักมีอัตราดอกเบี้ยสูง การเสริมสร้างศักยภาพในการเพิ่มรายได้ของครัวเรือนและระบบเศรษฐกิจ คือ คำตอบที่แท้จริงของปัญหาหนี้สิน การพักหนี้ การปรับโครงสร้างยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม การตั้งกองทุนเพื่อปลดเปลื้องหนี้โดยตรงให้กับครัวเรือนรายได้ต่ำมากอาจมีความจำเป็น
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดไม่ลดดอกเบี้ยเร็ว และแรงปีนี้ ดอลลาร์ยังคงแข็งค่าต่อ ส่วนราคาทองคำน่าจะปรับฐานลงระยะสั้นเท่านั้น อุปสงค์ทองคำในตลาดโลกยังสูง นักธุรกิจและนักลงทุนจีนซื้อทองคำเพื่อโยกย้ายความมั่งคั่งออกจากประเทศมากขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังเทขายพันธบัตรสหรัฐฯต่อเนื่องและซื้อทองคำเข้าทุนสำรองเพิ่ม ความต้องการซื้อทองคำของธนาคารกลางจีนและธนาคารกลางของหลายประเทศช่วยสนับสนุนราคาทองคำเอาไว้ ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำไปแล้ว 39 ตันในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วมากกว่า 1 เท่าตัว และซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด
โดยมีธนาคารกลางสามประเทศซื้อในระดับสูงสุด คือ ธนาคารกลางตุรกี ธนาคารกลางจีน และธนาคารกลางอินเดีย โดยที่ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 และทยอยขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ธนาคารกลางจีนจึงถือครองทองคำอยู่ทั้งหมดประมาณ 2,245 ตัน ขณะเดียวกันธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนา และเศรษฐกิจดาวรุ่งทั้งหลายล้วนมียุทธศาสตร์สะสมทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งสิ้น มีการเทขายทองคำออกมาจากธนาคารกลางรัสเซียออกมาบ้างซึ่งเชื่อมโยงกับ Coin Minting Program แต่เป็นจำนวนขายที่น้อยมากเมื่อเทียบกับแรงซื้อจำนวนมาก
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ธนาคารกลางจีนได้สะสมเอาไว้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลการถือครองปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 8.16 แสนล้านดอลลาร์นั้นถือเป็นระดับที่ลดลงมาจากระดับที่เคยถือครองสูงสุดในช่วงปี พ.ศ.2556 (ค.ศ. 2013) ประมาณ 30% กว่าๆ พันธบัตรสหรัฐฯมูลค่า 8.16 แสนล้านดอลลาร์นี้คิดเป็น 10% ของมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯในตลาดการเงินโลก การเทขายพันธบัตรสหรัฐฯของธนาคารกลางจีนจะทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น เมื่อธนาคารกลางจีนมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯไปถึงจุดหนึ่งแล้วก็เริ่มมีการชะลอการขายลงเพราะเมื่อมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลมากเกินไปจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจีนลงเช่นเดียวกัน เศรษฐกิจจีนเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตเพื่อส่งออก การขายพันธบัตรสหรัฐฯออกมามากเกินไปทำให้ “เงินหยวน” แข็งค่าขึ้น มีผลกระทบต่อภาคส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางจีนกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดธุรกรรมเก็งกำไรแบบ Carry Trade จำนวนมาก โดยการกู้เงินหยวนดอกเบี้ยต่ำ แล้วไปซื้อสกุลเงินที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า นอกจากนี้ จีนยังเผชิญสภาวะเงินไหลออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะยังไม่มีปัญหาอะไรเพราะจีนมีขนาดของทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.2-2.3 ล้านล้านดอลลาร์

