ท่ามกลางการถกเถียงกันสนั่นว่าที่สุดแล้ว “เศรษฐกิจไทยปี 2567” ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักมองว่าเป็น “ซอมบี้” จะมีแนวโน้มฟื้นตัว หรือแค่ประคองตัว หรือเติบโตอย่างต่อเนื่องกันแน่ หลังจากสิ้นปี 2566 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจปี 2566 เติบโตเพียง 1.9% และคาดการณ์ทั้งปี 2567 จะเติบโตที่ 2.2-3.2%โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.7%
⦁ซีอีโอLPNเปิด5ปัจจัยศก.ส่อฟื้นตัว
มีเสียงสะท้อนจากซีอีโอหลากธุรกิจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะผ่านโค้งแรกของปี 2567 โดย อภิชาติ เกษมกุลศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากผ่าน 2 เดือนแรกของปี 2567 เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีและมั่นใจว่าในช่วง 9 เดือนหลังของปีนี้จะมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และเติบโตไม่น้อยกว่า 2.5-3% โดยมีสัญญาณที่ดีในหลายประเด็นที่น่าสนใจ
สัญญาณแรกคือ กำลังซื้อภายในประเทศเริ่มมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทั้งจากการบริโภคภายในประเทศและภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมวันที่ 1 มกราคม ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 มีทั้งสิ้น 6,387,598 คน สร้างรายได้สะสม 310,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2566 จากรายได้สะสมที่กว่า 3 แสนล้านบาท ทำให้เกิดการใช้จ่ายทวีคูณที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3 เท่าตัวที่เรียกว่ากระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจในประเทศได้ดีพอสมควร
สัญญาณถัดมาคือ เห็นสัญญาณดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะลดลงช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จากผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่5.25-5.5% และส่งสัญญาณที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าสามารถที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้เข้าสู่เป้าหมายได้ที่ไม่เกิน 2%
โดยมีการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันว่า เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 21-22 มีนาคม และวันที่ 2-3 พฤษภาคม 2567 ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณที่จะยุติการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการสร้างสมดุลให้กับอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก
สัญญาณที่สามคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลังจากที่ซบเซามา 2-3 ปี จากการเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนในปี 2566-2567 โดยปี 2566 เศรษฐกิจจีนเติบโตที่ 5.2% และธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ในปี 2567 แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเผชิญกับภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ ทำให้บริษัทอสังหาฯยักษ์ใหญ่หลายแห่งในจีนเข้าสู่ภาวะล้มละลาย โดยที่รัฐบาลจีนประกาศนโยบายชัดเจนจะไม่อุ้มภาคอสังหาฯก็ตาม แต่จากนโยบายการบริหารเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของรัฐบาลจีนผนวกกับการบริหารจัดการประเทศภายใต้ระบบสั่งการตามระบอบสังคมนิยม ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจีนจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องในปี 2567
สัญญาณที่สี่คือ ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับยูเครน และกลุ่มฮามาสกับอิสราเอล แม้ยังไม่มีข้อยุติ แต่ความกังวลต่อผลกระทบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลายไม่รุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา
และสัญญาณสุดท้ายคือ การลงทุนจากภาครัฐ ที่มั่นใจว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างงบประมาณปี 2567 การลงทุนของภาครัฐจะกลับมาในช่วงปลายไตรมาส 2 ของปี 2567 ซึ่งการลงทุนของภาครัฐจะทำให้เกิดการใช้จ่ายและสร้างอัตราการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยทวีคูณในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
⦁ท่องเที่ยว-งบรัฐเครื่องยนต์สำคัญ
“สองเครื่องยนต์สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 9 เดือนหลังของปี 2567 คือภาคการท่องเที่ยว จากสัญญาณการฟื้นตัวมีความชัดเจนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 และยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2567 และการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ที่ 2 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” อภิชาติกล่าว
พร้อมประเมินว่าเมื่อเศรษฐกิจดี ภาคอสังหาฯก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น โดยเชื่อว่าภาคธุรกิจอสังหาฯจะได้รับอานิสงส์ที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ถึงแม้ยังมีความกังวลหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกิน 90% ต่อจีดีพี และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก็ตาม โดยเชื่อว่าสถาบันการเงินเองก็มีความต้องการที่จะขยายพอร์ตสินเชื่อ ในขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีหลักประกันที่มีมูลค่าไม่เสื่อมถอย ถือเป็นหลักประกันที่ดี
“โดยธรรมชาติแล้วสถาบันการเงินจะพิจารณาความสามารถในการชำระคืนเงินกู้เป็นหลัก สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่มีความเสี่ยงต่ำ โอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียมีน้อย ถ้ามีปัญหาชำระคืนหนี้ก็สามารถปรับโครงสร้างหนี้ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระได้ ในขณะที่หลักประกันอย่างที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันที่มีแต่มูลค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น เชื่อว่าภาคอสังหาฯในปี 2567 จะมีแนวโน้มที่ดีตามการเติบโตของเศรษฐกิจ และจากสัญญาณต่างๆ เชื่อว่าปีนี้เป็นปีแห่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 2.5-2.7% ดีกว่าปี 2566 ที่เติบโตเพียง 1.9% และภาคอสังหาฯจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย” อภิชาติย้ำ
⦁แสนสิริ-พฤกษาประเมินยังทรงตัว
ขณะที่ อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2567 นี้ยังทรงตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยรุมเร้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ของจีดีพี รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับสูง ล้วนส่งผลกระทบกำลังซื้อภาคธุรกิจ แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เมื่อเศรษฐกิจดีธุรกิจอสังหาฯจะดีไปด้วย
สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาฯปัจจุบันทุกคนเผชิญปัญหาเหมือนกันหมด คือได้รับผลกระทบจากการถูกปฏิเสธสินเชื่อ หรือรีเจ็กต์เรตสูงในกลุ่มระดับราคาต่ำ 3 ล้านบาท ซึ่งอยากให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ผ่อนคลายมาตรการ LTV รวมถึงประกาศความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เพราะหากไม่ชัดเจนจะทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
ในปี 2567 แสนสิริตั้งเป้ายอดขาย 52,000 ล้านบาท และยอดโอน 43,000 ล้านบาท โดยผลงานไตรมาสแรกของปีนี้น่าจะมียอดขายใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ตลาดอสังหาฯในไตรมาสแรกจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี ทำให้เกิดการแข่งขันสูงและแย่งดีมานด์กันเองเพื่อเร่งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย
สอดคล้องกับ ปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยและตลาดอสังหาฯในไตรมาสแรกของปี 2567 ยังทรงตัว ยังมีผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน และรายได้ของคนที่ยังเหลื่อมล้ำกันอยู่ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกซึ่งเคยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สถานการณ์ยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องหาเครื่องยนต์ใหม่มาขับเคลื่อน เช่น เรื่องสุขภาพ หรืออาหาร
สำหรับยอดขายในไตรมาสแรกยังต้องลุ้นจะเข้าเป้าหรือไม่ ซึ่งบ้านเดี่ยวราคา 7-20 ล้านบาท ยังไปได้ มียอดขายเพิ่มขึ้น 10% ส่วนคอนโดมิเนียมราคา 2-4 ล้านบาท พอขายได้ ไม่ถึงกับแย่แต่ที่ไม่ดีเลยคือ ทาวน์เฮาส์ราคาต่ำ 3 ล้านบาท ติดปัญหากู้ไม่ผ่านถึง 40% ในระยะสั้นจึงอยากให้ภาครัฐมีมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเลิก LTV ซึ่งจะช่วยภาคธุรกิจอสังหาฯได้มาก รวมถึงต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้คน เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นโจทย์ใหญ่จะเกิดปัญหามากยิ่งขึ้น และหากไม่เร่งแก้ไขคงยากที่จะไดรฟ์เศรษฐกิจในปีนี้ให้เติบโตได้ถึง 3%
⦁เครือสหพัฒน์ชี้ต้องมีมาตรการกระตุ้น
ทางฝั่งเครือสหพัฒน์ ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังซึมต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนมีโควิด และในปี 2567 น่าจะทรงตัว คือไม่ดีและไม่แย่ไปกว่าปีที่แล้ว เพราะยังไม่เห็นสัญญาณที่จะทำให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อดีขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาการใช้จ่ายซื้อสินค้าดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ที่แท้จริง ถ้าไม่มีมาตรการอีซี่ อี-รีซีท ออกมากระตุ้นคงแย่กว่านี้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจอื่นๆ เช่น ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรม สถานการณ์คงจะดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามามากขึ้น รวมถึงมาตรการวีซ่าฟรี อย่างไรก็ดีหากภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นในระยะสั้นให้เกิดการใช้จ่ายคงจะเป็นการดี เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไป จะช้อปปิ้งน้อยลง หันไปท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์มากกว่า
ในปี 2566 ที่ผ่านมายอดขายของบริษัทยังไม่กระเตื้องขึ้น แต่กำไรสูงขึ้น เป็นผลจากการที่ได้มีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในบริษัท สำหรับในปี 2567 ตั้งเป้ายอดขายโตตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่สถานการณ์ต้นทุนน่าจะทรงตัวเมื่อเทียบกับต้นปี 2566 ที่วัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ขณะนี้เริ่มทรงตัวแล้วจึงยังไม่ส่งผลต่อราคาสินค้า แต่คงต้องรอดูการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในเดือนเมษายนนี้ หากไม่สูงมากก็ยังพอรับได้
⦁ฟู้ดแลนด์รัดเข็มขัดปิดสาขาโคราช
ส่วนสถานการณ์ค้าปลีกนั้น อธิพล ตีระสงกรานต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด ฉายภาพว่า ปัจจุบันกำลังซื้อค้าปลีกยังทรงตัว ไม่ต่างจากปี 2566 จะคึกคักเฉพาะพื้นที่เป็นเมืองท่องเที่ยว อย่างพัทยาและในช่วงเทศกาลเท่านั้น เช่น วันตรุษจีน ตอนนี้รอลุ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีจัดงาน 21 วัน ซึ่งคาดหวังว่าตลอดทั้งปี 2567 คงไม่มีอะไรแย่หรือดีไปกว่าปีที่แล้ว
ในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมายอดขายฟู้ดแลนด์ตกไปประมาณ 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และน่าจะต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม เพราะไม่มีเทศกาล คงต้องรอสงกรานต์ และอาจจะคึกคักเป็นบางพื้นที่ที่มีการจัดงานทั้งกรุงเทพฯ เช่น ย่านสีลมและหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา
ปัจจุบันทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะคอนเซอร์เวทีฟและรัดเข็มขัดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย เช่น การจ่ายค่าล่วงเวลาให้สอดคล้องกับคนและเวลา ให้เป็นไปตามสถานการณ์ เนื่องจากต้องจ้างพนักงานมาเติมส่วนที่ขาดตลอด ซึ่งในทุกปีจะมีพนักงานเข้าออกประมาณ 800 คน
ส่วนการลงทุนใหม่นั้น “อธิพล” ย้ำชัด ยังไม่มีแผนเปิดสาขาเพิ่ม ยกเว้นมีทำเลดี ค่าเช่าไม่สูงมาก โดยในปีนี้มีแผนปรับปรุงพื้นที่ใหม่สาขาลาดพร้าวและรามคำแหง รวมถึงจะปิดสาขาเทอร์มินอล 21 โคราช ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้ในปีนี้เหลือ 23 สาขา ขณะที่รายได้ตั้งเป้าโต 3-5% จากปี 2566 มีรายได้ 6,100 ล้านบาท
เมื่อไตรมาสแรกของปี 2567 สัญญาณยังไม่ดี คงต้องลุ้นอีก 3 ไตรมาสที่เหลือ รอปาฏิหาริย์!!

