จับตาบทบาทใหม่ อคส.ในมือ ‘ภูมิธรรม’ ชี้ไม่เกิน2 เดือนตั้งบอร์ดอคส. ” เกรียงศักดิ์”เปิดใจดัน8พันธกิจ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) และคัดเลือกผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า หลังนายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยื่นลาออกและมีผลตั้งแต่ 1 มีนาคมที่ผ่านมาว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการ และคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งผู้ที่เข้ามาบริหาร อคส. ได้มอบนโยบายต้องเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร โดยการดูดซับผลผลิตส่วนเกินและเพิ่มมูลค่าการค้าให้กับภาคเกษตร และบุกไปตลาดโลกให้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอบอร์ดและผู้อำนวยการ อคส.มาดำเนินการ อาทิ การพิจารณาการระบายสินค้าคงค้าง การตัดสินใจตามคดีคงค้างต่างๆ และข้อเสนอจากพนักงาน อคส.ในหลายมิติ โดยนายเกรียงศักดิ์นั่งผู้อำนวย อคส. เกือบ 4 ปี

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เปิดใจว่า พันธกิจของ อคส. ตามพระราชกฤษฎีกาฯ มาตรา 6 ซึ่งมีด้วยกัน 8 ข้อนั้น อคส.แทบจะไม่ได้ทำตามเกือบทุกข้อมาร่วมหลายสิบปี หวังพึ่งพาแต่โครงการรัฐมาโดยตลอด และภายใต้การแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี อคส.จึงสูญเสียความได้เปรียบทางการค้าที่ผูกขาดให้เอกชน แต่กลับไม่ได้มีการเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบดังกล่าวเลย นอกจากนี้ การรับบรรจุพนักงานก็ไร้ทิศทางจนมีมากเกินความจำเป็นและไม่สร้างบุคลากรรองรับโครงสร้างเลย จนขาดแคลนผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ผู้อำนวยการสำนัก(ระดับ 9) จนถึงรองผู้อำนวยการ (ระดับ 11) รวมถึงพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการค้าในปัจจุบัน
นายเกรียงศักดิ์ยังกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้สร้างยุทธศาสตร์ “แก้มลิง++” เพื่อรองรับพันธกิจดังกล่าวแล้ว และได้เดินหน้าทำแผนธุรกิจเพื่อครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น คลังข้าวลพบุรี (ชาวนาปลูกข้าวขายแป้ง) ซึ่งสามารถต่อยอดจนถึงการผลิต excipients สารประกอบในการผลิตยาซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้า และพื้นที่อื่นๆ ครบทุกภูมิภาค ล่าสุดพบที่ดินพร้อมไซโลและท่าเทียบเรือในจังหวัดอ่างทองมากกว่า 100 ไร่ จากคำสั่งศาลบังคับคดียึดทรัพย์ในโครงการจำนำข้าว รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศ Cross border warehouse สร้างตลาดรองรับและสนับสนุนการส่งออกให้ภาคเอกชน ทั้งในประเทศจีน (คุนหมิง อู่ฮั่น และหนานชาง) เมียนมา (ทวาย) และล่าสุดที่ประเทศทาจิกิสถาน โดยทั้งหมดจะอยู่ในเขตปลอดอากร (Free Trade Zone)
วิสัยทัศน์ทูตพาณิชย์คนแรก (พันตรี วิลาส โอสถานนท์) มีดำริเห็นควรจัดตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2489 และ อคส.เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย supply chain โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคและบริโภค หากแต่เอกชนได้ดำเนินการไปแล้วอย่างเข้มแข็ง ดังนั้น อคส.จึงเข้าไปในตลาดที่เอกชนยังไปไม่ถึง หรือตลาดที่มีลักษณะพิเศษ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ การบุกเบิกตลาดใหม่ด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องที่จะสร้างความได้เปรียบให้ อคส. เนื่องจากยังไม่มีเอกชนเป็นคู่แข่ง ซึ่ง “กระท่อม” เป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เนื่องจากมีประเทศผู้ส่งออกรายเดียวคือ ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศผู้นำเข้ารายเดียว คือ สหรัฐอเมริกา แต่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มการเติบโตถึง 3 หลักในบางรัฐ ทั้งนี้ กระท่อมเป็นเสมือนยาขยัน สดชื่น ทนแดด สามารถสกัดสารเสพติดออกได้ทั้งหมด โดยมีสารสกัดที่มีประโยชน์ถึง 6 ชนิด
โดยเบื้องต้นสกัด “Mitragynine” มาใช้ในตลาดเครื่องดื่มให้ความสดชื่น และสามารถต่อยอดเป็นยาลดเบาหวานและยาลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย โดย อคส.ร่วมมือกับ สวทช. ในการทำวิจัยสารสกัดบริสุทธิ์ 65% ซึ่งมีความต้องซื้อแล้ว 120 ตันต่อปี ราคา 50,000 บาทต่อกิโลกรัม ในเบื้องต้น ซึ่งแตกต่างจากอินโดนีเซียที่ส่งออกในรูปผงกระท่อม ราคา 300 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ หากประสบความสำเร็จ เกษตรกรผู้ปลูกจะมีรายได้ต่อ 1 ไร่ เท่ากับ GDP ประเทศเลยทีเดียว (ประมาณ 125,000 บาทต่อปี) อย่างไรก็ตาม หากนำกระท่อมไปผสมเป็น 4คูณ100 ก็จะกลายเป็นภาระปัญหาทางสังคมดังที่เราเข้าใจกันอยู่ ประกอบกับการปลูกกระท่อมที่ไร้ทิศทางและโฆษณาชวนเชื่อจะสร้างผลกระทบให้กระท่อมเป็นเหมือนโกโก้ที่มีปัญหามาก่อนแล้ว ด้วยเหตุปัจจัยไม่มีตลาดปลายน้ำรองรับและเน้นขายเป็นวัตถุดิบปริมาณมากเท่านั้น
เมื่อกำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจนแล้ว การขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ย่อมมีความหนักใจอยู่บ้างเนื่องจากการรับบรรจุและพัฒนาบุคลากรไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว เมื่อรวมถึงคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ให้เดินทางไปต่างจังหวัด และการพิจารณาวาระการประชุมของคณะกรรมการใช้เวลาไปกว่าครึ่งเป็นการพิจารณาเรื่องการเลิกจ้างผู้อำนวยการร่วมแล้วกว่า 15 เดือน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องร้องเรียนทั้งจากกลุ่มบุคคลในองค์กรและนอกองค์กรผ่านหน่วยงานรัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ้นเปลืองทรัพยากรและเวลาในการชี้แจงเป็นจำนวนมากเช่นกัน ยังไม่รวมถึงการดำเนินการทางกฎหมายมากกว่า 1,660 คดี และการบังคับคดีอีกร่วม 200 คดี อีกทั้งการพบเหตุพิรุธสงสัยเป็นการกระทำความผิดต่อหน้าที่และได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.รวมแล้วกว่า 10 เรื่อง ไม่นับเรื่องการพบทุจริตจัดซื้อถุงมือยางเทียม ซึ่งต้องจัดการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ สะท้อนให้เห็นว่า อคส.เป็นหน่วยงานที่มีความยุ่งเหยิงมากเพียงใด

