SCB คาด กนง.ลดดอกครั้งแรก 10 เม.ย.นี้ ลุ้นหั่นดอกติดต่อกัน 2 ครั้งในปีนี้ แนะลงทุนป้องเสี่ยง
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มุมมองอัตราดอกเบี้ยไทย ตลาดมองคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป 2 ครั้ง ในปี 2567 โดยมีโอกาส 80% ที่จะลดดอกเบี้ยครั้งแรกวันที่ 10 เมษายน และจะลดอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2567 อย่างไรก็ดี โอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดมีสูงขึ้น โดยอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันในเดือนเมษายนและมิถุนายน 2567
นายแพททริกกล่าวว่า เนื่องจาก 1.อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (Neutral rate) ไทยต่ำลง ตามศักยภาพเศรษฐกิจที่ลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงทำให้ กนง. อาจลดดอกเบี้ยเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจต่อไป 2.ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2567 คาดว่าจะลดลงเหลือ 0.8% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) และ 3.คุณภาพสินเชื่อบุคคลธรรมดาด้อยลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล
“ดังนั้น แนะให้ลูกค้าอาจพิจารณาการได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) ผ่าน THOR OIS อายุ 5 ปี ที่ราว 2.25% เนื่องจาก 1.ความชันช่วง 5 ปียังสูง และ 2.เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำจากปัจจัยโครงสร้าง ทำให้มีโอกาสที่ดอกเบี้ยในระยะกลางถึงยาวอาจลดต่ำกว่านี้ได้อีก สำหรับลูกค้าที่ต้องการกู้เงินและล็อกต้นทุนอัตราดอกเบี้ย โดยโอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งปีนี้มีน้อย ลูกค้าจึงอาจพิจารณาค่าตอบแทนคงที่ผ่าน THOR OIS 2y ราว 2.00% หรือต่ำกว่าได้” นายแพททริกกล่าว
นายแพททริกกล่าวว่า ด้านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ในเดือนที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าน้อยกว่าที่คาดการณ์เนื่องจาก 1.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาชะลอลงกว่าคาดการณ์ 2.ราคาทองคำและบิทคอยน์สูงขึ้นทำนิวไฮต่อเนื่อง และ 3.ค่าเงินสกุลภูมิภาคแข็งค่าขึ้น โดยเงินหยวนแข็งค่าจากข่าวเรื่องการออกมาตรการภาครัฐและเลขเงินเฟ้อที่กลับมาบวก ส่วนเงินเยนก่อนหน้านี้แข็งค่าจากข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ทั้งนี้ สำหรับมุมมองเงินบาทในระยะต่อไป คาดว่าเงินบาทโดยเฉลี่ยจะอยู่ในกรอบ 35.70-36.20 ในช่วง 1 เดือนจากนี้ โดยปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้คือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัปดาห์นี้
“หากเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐอ่อนค่าที่ราว 36.10-36.40 บาท เป็นระดับที่ผู้ส่งออกอาจพิจารณาขายได้ ส่วนปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทแข็งค่าได้คือ เลขเงินเฟ้อสหรัฐที่อาจชะลอลง และการปรับฐานของราคาบิทคอยน์ อาจทำให้ราคาทองคำลดลง โดยหากเงินบาทแข็งค่าที่ราว 35.40-35.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นระดับที่ผู้นำเข้าอาจพิจารณาซื้อได้“ นายแพททริกกล่าว

