หน้าแรก เศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ แน...

ทีดีอาร์ไอ แนะ 3 แนวทางรัฐบาลปรับตัว-ปลดล็อกประเทศให้ไปต่อ เชื่อไทยยังมีของดีอีกมาก

20.03.24 | 14:57 น.

ทีดีอาร์ไอ แนะ 3 แนวทางรัฐบาลปรับตัว-ปลดล็อกประเทศให้ไปต่อ เชื่อไทยยังมีของดีอีกมาก


เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ ห้องอินฟินิตี้ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สำนักข่าวประชาชาติธุรกิจ จัดงานสัมมนา Prachachat Business Forum 2024 ฝ่าพายุความเปลี่ยนแปลง โดย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บรรยายพิเศษในหัวข้อ Unlocked Thailand ว่า จากหัวข้อที่ต้องอันล็อกประเทศไทย ก็มีการตั้งคำถามแรกที่ต้องตอบว่าแล้วอะไรล็อกประเทศไทย อะไรที่ล็อกคนไทยไว้ คิดว่ามีล็อกจำนวนมากมาย เรียกได้ว่าเป็นเซฟที่ปลอดภัยอย่างยิ่ง ถ้าขโมยจะเข้ามาขโมยไม่ได้แน่นอน เพราะล็อกไว้หลายชั้นเหลือเกิน

เพื่อให้ประเทศไทยไม่ขยับง่ายๆ ก็มีเรื่องการเมือง ซึ่งยังไม่ได้ยุติยังเป็นเมฆหมอกอยู่ แต่ขออนุญาตไม่พูดจะพูดแบบคนซื่อๆ แบบไร้เดียงสาว่าไม่สนใจการเมือง แต่ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ล็อกประเทศไทย และถ้าจะปลดล็อกต้องดูเรื่องต่อไปนี้ โดยจะยกมา 3 ข้อ

นายสมเกียรติกล่าวว่า 1.กฎระเบียบโบราณ เช่น กฎหมายคนเข้าเมือง (อายุ 45 ปี) ที่มีการใช้มาถึงปัจจุบัน คนต่างด้าว คนต่างประเทศ หรือนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยต้องรายงานตัวทุก 90 วัน เหมือนกับเราไม่ต้อนรับทั้งที่เราทำสกรีนต่างๆ เรื่องวีซ่าระยะยาว (Long Term Resident Visa) กฎหมายเครื่องขยายเสียง (อายุ 74 ปี) หากใครพูดภาษาต่างประเทศออกไมโครโฟนจะมีมีโทษทางอาญา กฎหมายการพนัน (อายุ 89 ปี) หากใครทำโปรโมชั่นชิงโชคต้องขออนุญาตทุกพื้นที่ นี่คือเหตุผลที่ไม่เห็นบริษัทอย่างโออิชิ ทำประชาสัมพันธ์เปิดฝาชิงโชค เพราะกลายเป็นเข้าสู่กฎหมายการพนัน

Advertisement

และไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการมีโลว์คาร์บอนต้องลดการปล่อยคาร์บอน ต้องรีไซเคิล ต้องไปสู่เศรษฐกิจบีซีจี (เศรษฐกิจชีวภาพ) มีเรื่องเซอร์คูล่า อีโคโนมี (เศรษฐกิจหมุนเวียน) แต่ติดกฎหมายค้าของเก่าที่ต้องป้องกันเรื่องโบราณวัตถุต่างๆ เช่น การตัดเศียรพระนำไปขาย ปรากฏว่าซาเล้งจะนำของไปขายรีไซเคิลจะผิดกฎหมายฉบับนี้

“เหล่านี้เป็นกฎระเบียบโบราณและกฎหมายเก่ายังไม่ตาย จะมีกฎหมายใหม่ก็เข้ามาเต็มไปหมด โดยเฉพาะช่วงรัฐบาลก่อนหน้า ในช่วงก่อนที่จะมีสภาเดียว ก็จะมีการออกกฏหมายเต็มไปหมดโดยในแต่ละปีจะมีกฎหมายออกมาถึง 20,000-30,000 ฉบับทบๆ กันไป บางเรื่องก็เป็นกฎหมายมีประโยชน์แต่จำนวนมากน่าสงสัย และก็ตั้งภาระกับประชาชน ทำให้ทำมาหากินยาก และต้องไปลำบากขออนุญาต“ นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติกล่าวว่า วิธีการแก้ไขที่ผ่านมา เคยมีการทดลองการทำกิโยตินกฎหมายในประเทศไทย พบว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการทำให้ธุรกิจดำเนินการง่ายขึ้น เช่น ปี 2560 เคยมีอันดับการทำการผ่อนคลายกฎเกณฑ์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน (ease of doing business) จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปี 2560 อยู่ในอันดับ 26 และปี 2563 อยู่ในอันดับ 21 อันดับดีขึ้นมา 5 อันดับ เพราะได้ลดกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นปัญหา

และทีดีอาร์ไอได้ศึกษาว่าหากดูประมาณ 1,000 กระบวนการขออนุญาต ซึ่งมีเป็น 10,000 กระบวนการ เลือกมาสำคัญๆ สักประมาณ 1,100 กระบวนการ ของการอนุญาต 198 เรื่อง แล้วแก้ไข 43% และเลิก 39% จะทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้น ทุกวันนี้ที่ห่วงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และหวังจะเทเงินใส่เข้าไปในระบบ อัดฉีด กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จริงๆ แล้วมีวิธีการที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมาก โดยไม่ต้องใช้เงินแต่ใช้วิธีการแก้ไขกฎระเบียบให้ชาวบ้านทำมาหากินได้ง่าย

นายสมเกียรติกล่าวว่า การศึกษาเน้นท่องจำ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะจะทำให้ไม่สามารถเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีความรู้ที่ตายตัวจากการท่องจำ จึงเห็นว่าการศึกษาไทยแย่ลงโดยตลอด หากดูคะแนนการสอบนานาชาติของเด็กอายุ 15 ปี ที่เรียกว่าการสอบ PISA ตกต่ำตลอดมา 20 ปี จนวันนี้ยังไม่เห็นแรงขับเคลื่อนครั้งใหญ่ที่จะพาเยาวชนไทยฝ่าผ่านการศึกษาที่เน้นการท่องจำไปได้เลย

หากดูการศึกษาในต่างประเทศ ที่มีการศึกษาดีๆ จะเห็นปรากฏการณ์ก็คือการปรับหลักสูตรอยู่บ่อยครั้ง เช่น สิงคโปร์ ที่เป็นเบอร์ 1 ของการสอบ PISA มีการปรับหลักสูตรทุก 6 ปี และฟินแลนด์จะปรับหลักสูตรทุก 10 ปี แต่หลักสูตรไทยเน้นการท่องจำมากกว่าเน้นสมรรถนะและการคิดขั้นสูง ขณะที่ต่างประเทศกำลังเปลี่ยนไปสู่หลักสูตรอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่หลักสูตรนี้พอจะเอามาใช้ในประเทศไทยก็ถูกล็อกไว้

“ส่วนประเทศไทยที่ไม่ได้ปรับหลักสูตรมา 15-16 ปีไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่สูสีกับปีที่ Apple ออก iPhone รุ่นแรก และตอนนี้ iPhone ออกมาแล้ว 16 ถึง 17 รุ่นไปแล้ว แต่หลักสูตรไทยยังคงคุณภาพเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติกล่าวว่า 3.ประเทศไทยต้องปลดล็อกวิธีการทำงานที่ชอบทดลองโดยไม่เรียนรู้ ซึ่งประเด็นที่อยากยกคือทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีการเรียนรู้จากการทดลองไปด้วย เพราะถ้าไม่เรียนรู้จะไม่มีการทดลองที่เก็บผลประเมินและดำเนินการต่อไป และไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศที่แก้ยากๆ ได้ เช่น รู้ว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้คนไทยเสียชีวิตโดยเฉลี่ย 1 ปี คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ระดับ 20,000-30,000 คนหลายปีแล้ว

ดังนั้น ปัญหาก็เกิดขึ้นซ้ำๆ การแก้ไขปัญหาจะต้องเกิดขึ้นจากการวางแผน การลงมือทำ การประเมินผล และการปรับแผน เพื่อทำให้การทำงานดีขึ้น เรียกว่า Plan-Do-Check-Act (pdca) หรือวางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง ต้องมีการวางแผนสั้น วางแผนยาว เพื่อให้มีการทบทวนและจัดการ

นายสมเกียรติกล่าวว่า หากยกตัวอย่างปัญหาจราจรของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย การทำงานของประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มจากการมีข้อมูลก่อนว่าถนนจุดไหนเกิดอุบัติเหตุบ่อย จุดนั้นเป็นจุดที่ควรสนใจ โดยมองภาพรวมจากสถิติด้วยผลจากการคำนวณของเครื่องมือสมัยใหม่ระบุความเสี่ยง และเข้าไปดูหน้างานว่าแต่ละจุดทำไมถึงเกิดปัญหาและหลังจากนั้นก็หาวิธีปรับ

เช่น 4 แยก หรือทางม้าลายบางจุดที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำๆ โดยมีทางม้าลายและจะมีรถวิ่งมาถึงจุดทางม้าลายด้วยความเร็วสูงเกินกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิธีแก้ไขคือได้นำสีแดงมาทาเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อให้รถเห็นและชะลอความเร็วลง ด้วยวิธีแบบนี้ไปประเมินผลและรู้ว่าสามารถลดอุบัติเหตุได้จริง ดังนั้น pdca เป็นแผนที่ประเทศไทยจะต้องสร้างนิสัยในการทำ โดยเฉพาะในภาครัฐบาล

”จึงขอฝากเรื่องนี้ให้คิดกันต่อถ้าประเทศไทยก้าวเดินไปได้ธุรกิจมีความพร้อม รายใหญ่พร้อมมากกว่า รายเล็กก็พยายามในการปรับตัว แต่ถ้าภาครัฐบาลไม่ปรับตัว ไม่ปลดล็อกประเทศไทยออกจาก 3 เรื่อง คือเรื่องกฎหมายโบราณ การศึกษาจำท่อง และชอบทดลองโดยไม่เรียนรู้ ประเทศไทยก็ยากที่จะก้าวได้ แต่ถ้าเราปลดล็อก 3 เรื่องนี้ เชื่อว่าประเทศไทยมีของดีอยู่มาก อย่างน้อยเราก็มีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองให้ประเทศไทยเดินต่อไปไปได้ ถ้าเราทำตัวของเราให้ดีขึ้น“ นายสมเกียรติกล่าว