หน้าแรก เศรษฐกิจ ไอศกรีมไทยฮอต...

ไอศกรีมไทยฮอตรับซัมเมอร์ ยืนหนึ่งในเอเชีย ครองใจคนทั่วโลก

21.03.24 | 13:39 น.

ไอศกรีมไทยฮอตรับซัมเมอร์ ยืนหนึ่งในเอเชีย ครองใจคนทั่วโลก


 

วันที่ 21 มีนาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามข้อมูลการค้าและสถานการณ์การส่งออกสินค้าไอศกรีม พบว่า มูลค่าการส่งออกไอศกรีมของไทยเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันตลอดช่วงระยะเวลา 7 ปี มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ตั้งแต่ปี 2560 – 2566 12.43% ต่อปี

โดยล่าสุด ปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกไอศกรีมรวม 148.21 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,099 ล้านบาท) ขยายตัว 7.3 %ซึ่งเมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่าไทยเป็นผู้ส่งออกไอศกรีม อันดับที่ 11 ของโลก รองจาก เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี โปแลนด์ สหรัฐอเมริกา สเปน สหราชอาณาจักร และ ฮังการี โดยจะเห็นว่าในบรรดาประเทศผู้ส่งออกไอศกรีม ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก รองจากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

Advertisement

 

 

ไอศกรีมเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น โดยจากรายงานมูลค่าตลาดไอศกรีมของ Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก พบว่า ปี 2566 ตลาดไอศกรีมโลกมูลค่าค้าปลีกอยู่ที่ 86,719.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 และประเทศที่มีตลาดไอศกรีมขนาดใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าค้าปลีก 19,994.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จีน 8,247.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่น 5,581.2 ล้านเหรียญสหรัฐ รัสเซีย 3,576.0 ล้านเหรียญสหรัฐ และ บราซิล 3,232.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดไอศกรีมของไทยมีมูลค่าค้าปลีก 396.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศที่ร้อน ความนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทาง (On The Go Lifestyles) เพิ่มขึ้นของคนไทย

กระแสความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคมองหาอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี ซึ่งก็ส่งผลต่อแนวโน้มการบริโภคไอศกรีมเช่นกัน โดยผู้บริโภคต้องการบริโภคไอศกรีมที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งไอศกรีมที่ผลิตจากนมวัว ไอศกรีมแพลนต์เบส (ใช้นมจากพืช เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ ข้าวโพดหวาน) และไอศกรีมที่มีส่วนผสมจากผลไม้ อีกทั้ง ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น เช่น ไอศกรีมที่ไม่มีแลคโตส ไอศกรีมที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง

นอกจากจะตอบโจทย์ด้านสุขภาพแล้ว ยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มที่แพ้นมวัว และสำหรับไอศกรีมแพลนต์เบส และไอศกรีมจากผลไม้ ก็ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาววีแกนหรือรับประทานอาหารเจได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ เริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืน (Sustainability) ทำให้ปัจจุบันผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาทิ ใช้ตู้แช่ไอศกรีมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกเป็นกระดาษ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และกระตุ้นความต้องการบริโภคได้อีกทางหนึ่งด้วย

เมื่อพิจารณาส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกไอศกรีมของไทยในตลาดโลก ข้อมูลล่าสุดปี 2565 ไทยมีมูลค่าการส่งออกไอศกรีมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.6 ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก ขณะที่สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร มีส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกไอศกรีม 68.4 % 5.0% และ 3.0 %ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบว่าการส่งออกไอศกรีมของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2566 ไทยมีมูลค่าการส่งออก 148.21 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,099 ล้านบาท) ขยายตัว 7.3% และเดือนมกราคม 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออก 9.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (343 ล้านบาท) ขยายตัว 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และตลาดส่งออกไอศกรีมที่สำคัญของไทยปี 2566 ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วน 29.5% ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมไทย เกาหลีใต้ 11.3% เวียดนาม 9.5% สิงคโปร์ 6.5% และ กัมพูชา 6.3% ตามลำดับ

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 1 ของเอเชีย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกหลัก ไทยเป็นรองเพียงแค่สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่าไอศกรีมเป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกศักยภาพของไทย เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบที่หลากหลาย และสามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นไอศกรีมได้อย่างสร้างสรรค์และถูกใจผู้บริโภค ผลไม้ไทยเกือบทุกชนิดสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตไอศกรีมรสชาติต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ขนมไทยก็ถูกนำมาประยุกต์เป็นไอศกรีมได้อย่างน่าสนใจ

ขณะที่ สมุนไพรไทยก็สามารถเป็นส่วนผสมในไอศกรีมเพื่อชูอัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการรังสรรค์รูปแบบและรูปทรงของไอศกรีม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดผู้บริโภคโดยเฉพาะชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถพัฒนาไอศกรีมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และแสวงหาโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าใหม่ ๆ มากขึ้น เนื่องจากไอศกรีมไทยยังมีช่องว่างในการเติบโตได้อีกมากทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดโลก