หน้าแรก เศรษฐกิจ พีดีเฮ้าส์ ชี...

พีดีเฮ้าส์ ชี้พิษเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยแพง ฉุดตลาดบ้านสร้างเองหดตัวรอบ 3 ปี กลุ่ม 2 ล้านหนักสุด

21.03.24 | 16:10 น.

พีดีเฮ้าส์ ชี้พิษเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยแพง ฉุดตลาดบ้านสร้างเองหดตัวรอบ 3 ปี กลุ่ม 2 ล้านหนักสุด

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของสิทธิ์และผู้บริหารมาตรฐานศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ปริมาณและมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศปี 2566 ชะลอตัว จากปี 2565 มีปริมาณและมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท แต่ปี 2566 ลดลงเหลือ 1.72 แสนล้านบาท หรือลดลง 14% เทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ซบเซา ส่งผลให้กำลังซื้อและความต้องการสร้างบ้านของประชาชนลดลง ในส่วนของตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศ โดยกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านหรือศูนย์รับสร้างบ้าน พบว่าปริมาณและมูลค่าตลาดปรับตัวลดลงไปในทิศทางเดียวกัน จากในปี 2565 มีมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2566 ลดลงเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 18% โดยชะลอตัวมากที่สุดได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และภาคอีสาน นับเป็นสัดส่วนที่ปรับลดลงมากสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทได้รับผลกระทบเช่นกัน ต้องปรับตัวขยายสาขาในพื้นที่ใหม่ ได้แก่ กรุงเทพฯ (ลาดกระบัง) ชัยภูมิ ลพบุรี เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด จึงยังคงรักษาเป้ายอดขายไว้ได้ สวนทางกับตลาดที่ซบเซา

นายสิทธิพรกล่าวว่า แนวโน้มและทิศทางตลาดบ้านสร้างเองปี 2567กำลังซื้อและความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคและประชาชนยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง มีปัจจัยส่งผลกระทบได้แก่ เศรษฐกิจ การค้าซบเซา อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมธนาคาร ราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าก่อสร้างบ้านสูงขึ้นมาก ปัญหาค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะกำลังซื้อผู้บริโภคกลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านขนาดเล็กพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 100-120 ตารางเมตร หรือไม่เกิน 2 ล้านบาท และผู้บริโภคกลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านขนาดใหญ่พื้นที่ขนาด 500 ตารางเมตรขึ้นไป หรือมากกว่า 10 ล้านบาท คาดจะได้รับผลกระทบและมีสัดส่วนลดลงมากที่สุดในปีนี้ ทั้งนี้ปัญหาหลัก ๆ ได้แก่ การฟื้นตัวช้าของเศรษฐกิจประเทศ นโยบายภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ไม่ชัดเจนและล่าช้า ทำให้ยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกจะสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องบ้านหรือสร้างบ้านเอง

นายสิทธิพร กล่าวต่อว่า ในปีนี้คาดว่าความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มชาวต่างชาติ จากที่ผ่านมา 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดรับสร้างบ้าน แต่ปีนี้กำลังซื้อจะมีสัดส่วนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ และกำลังซื้อที่ลดลง อาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการแข่งขันราคาจะรุนแรงในทุกเซกเม้นต์ จากการที่ขนาดของตลาดรับสร้างบ้านที่หดตัว การเข้ามาแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะตลาดรับสร้างบ้านในพื้นที่ภาคอีสาน คาดจะแข่งขันกันรุนแรงจากทั้ง 2 ปัจจัยข้างต้น นอกจากนี้ การเริ่มรุกหนักตลาดรับสร้างบ้านของเอสซีจีในฐานะผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ อาจทำให้การแข่งขันในปีนี้ร้อนแรงขึ้นกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ทั้งนั้นหากผู้ประกอบการรายเดิม ๆ และรายใหม่ที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้ไม่ปรับตัวอาจแข่งขันลำบากและยากมากขึ้น

Advertisement

นางสาวถิรพร สุวรรณสุต ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร สายงานส่งเสริมธุรกิจ กล่าวว่าปี 2567 บริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานและบุคลากรภายในองค์กรใหม่ จึงไม่ได้รุกตลาดรับสร้างบ้านมากและเป็นช่วงเปลี่ยนน้ำใหม่หันให้ความสำคัญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่ม Gen X และ Gen Y มากขึ้น และตั้งเป้ายอดขายบ้านไว้ใกล้เคียงกับปีก่อน เฉลี่ยสาขาละ 30-50 ล้านบาท โดยปัจจุบันมี 31 สาขาทั่วประเทศ แต่ด้วยสภาพตลาดแข่งขันสูงยอดขายอาจไม่ได้ตามเป้า แต่ยังสต๊อกเตรียมเริ่มงานก่อสร้างในปีนี้อีกจำนวนหนึ่ง จะชดเชยยอดขายปีนี้