แม้จะเผชิญกับหลากวิกฤตที่ถาโถม สำหรับ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี หรือเหมืองทองอัครา กรณีวันที่ 1 มกราคม 2560 ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งหยุดประกอบกิจการ จนเกิดกรณีพิพาทกับราชอาณาจักรไทย ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย หรือทาฟต้า จนเข้ากระบวนอนุญาโตตุลาการ
ล่าสุดขั้นตอนการเจรจาในกระบวนอนุญาโต ตุลาการมีการขยายออกไปอีก 6 เดือน จนถึงวันที่
30 มิถุนายน 2567
อีกด้านหนึ่งประเทศไทยได้เดินหน้านโยบายบริหารจัดการแร่ทองคำ 2560 พร้อมคลอด พ.ร.บ.แร่ 2560 โดย บริษัท อัคราฯ ได้ยื่นขอเปิดดำเนินการอีกครั้งตามขั้นตอนทางกฎหมายของไทย จนสามารถกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งวันที่ 15 มีนาคม 2566
ครบรอบ 1 ปีของการกลับมาเปิดดำเนินการ บริษัท อัคราฯ ในปี 2024 ประกาศขับเคลื่อนนโยบายสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชุมชน พร้อมนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน!!
โดยข้อมูลจาก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) พบว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณพันกว่าล้านบาทในการยกเครื่องซ่อมแซมเครื่องจักรและโรงประกอบ
โลหกรรมทั้ง 2 แห่ง รวมถึงอาคารสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในเหมือง เพื่อเดินหน้าผลิตเต็มกำลัง คาดจะสามารถป้อนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้กว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี
เม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะมาจากการจ้างงานเพื่อรองรับการผลิตที่มากขึ้น โดยบริษัทได้ประกาศรับสมัครพนักงานเพิ่มเติมโดยเน้นคุณสมบัติต้องเป็นบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่โดยรอบเหมืองในรัศมี 5 กิโลเมตร ครอบคลุม 28 หมู่บ้าน ก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งโดยตรงและผ่านผู้รับเหมาร่วม 1,000 อัตรา
นอกจากนี้จากการเปิดดำเนินการ บริษัทได้สมทบเงินเข้ากองทุนจำนวน 4 กอง คิดเป็น 21% ของค่าภาคหลวงแร่ที่บริษัทชำระให้กับรัฐบาล หรือรวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ตามกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคํา ส่งผลให้มีเม็ดเงินจากกองทุนไปใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในพื้นที่
ถือเป็นนโยบายสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชุมชน ที่เห็นภาพชัดเจน
ด้านนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ล่าสุด บริษัท อัคราฯ มีนโยบายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน
โดยเน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวหรือการปลูกต้นไม้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 1,000,000 ต้น ภายในปี 2570 นอกจากจะดำเนินการปลูกต้นไม้ในเขตพื้นที่เหมืองเพื่อฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ยังได้มีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนในพื้นที่เพื่อพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วย
ผลงานสร้างพื้นที่สีเขียวในปี 2566 บริษัทฯได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์ ศูนย์ป่าไม้พิจิตร อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ปลูกต้นไม้และมอบกล้าไม้ผลให้แก่ประชาชนนำไปปลูกในครัวเรือนร่วม 14,000 ต้น
ล่าสุดจากปัญหาฝุ่นพิษ พีเอ็ม2.5 ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับคนไทย ซึ่งสาเหตุหลักของพีเอ็ม2.5 ในพื้นที่ จ.พิจิตรและใกล้เคียงมีต้นเหตุหลักมาจากการเผา
เพราะปัจจุบันระดับของการเกิดไฟป่าในประเทศ
ไทยมีความรุนแรงมากจนกลายเป็นปัจจัยที่รบกวนสมดุลของระบบนิเวศอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสังคมพืช ดิน น้ำ สัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
นอกจากนี้ ไฟป่ายังก่อให้เกิดวิกฤตมลพิษหมอกควันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและชีวิตของประชาชนเป็นวงกว้าง
ไฟป่าเกิดจาก 2 สาเหตุคือ 1.เกิดจากธรรมชาติ ไฟป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกัน ภูเขาไฟระเบิด ปฏิกิริยาเคมีในดินป่าพรุ เป็นต้น
2.เกิดจากมนุษย์ ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาในเขตร้อนส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์ สำหรับประเทศไทยถือได้ว่า ไฟป่าทั้งหมดเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยมีสาเหตุต่างๆ เช่น เก็บหาของป่า, เผาไร่ แกล้งจุด ความประมาท ล่าสัตว์ และความคึกคะนอง เป็นต้น
บริษัท อัคราฯ จึงร่วมกับท้องที่จังหวัดพิจิตร เดินหน้าโครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิง “ชิงเก็บ ลดเผา และจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ท้องที่จังหวัดพิจิตร” เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งในพื้นที่ และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดไฟป่า และการเผา นำไปสู่การบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นละอองในเขตพื้นที่ 19 จังหวัดภาคเหนือ ในรูปแบบของแนวกันไฟ
พื้นที่ดำเนินโครงการ คือ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในท้องที่จังหวัดพิจิตร จำนวน 40 ไร่ บริษัท อัคราฯ ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชนในพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ป่าชุมชน หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษาและอื่นๆ ระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่มกราคม-เมษายน 2567
คาดว่าผลจากการความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้การเกิดไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ลดลง และทำให้ชุมชนและสมาชิกเครือข่าย มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันไฟป่า มีจิตสำนึกที่ดี เกิดความรักความหวงแหนและตระหนักถึงความสำคัญ และสามารถควบคุมการป้องกันการเกิดไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อลดไฟป่า คืนอากาศสะอาดให้กับชาวพิจิตรและใกล้เคียง เป็นอีกฟันเฟืองอากาศสะอาดของคนไทย!!

