ขึ้นแท่นผู้นำด้านธุรกิจรถเช่าและรถมือสองแบบครบวงจรด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ สำหรับ บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR หลังสั่งสมประสบการณ์มายาวนานกว่า 30 ปี
ล่าสุด แม้ตลาดจะซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวนัก เติบโตแบบแผ่ว ขาดยาแรงขับเคลื่อน จนหน่วยงานเศรษฐกิจอย่าง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานตัวเศรษฐกิจไทยปี 2566 ขยายตัวได้ 1.9% และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวระดับ 2.7%
แต่ KCAR ก็ยังสามารถกวาดรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นสำเร็จ

คุณพิชิต จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR ให้ข้อมูลว่า ปี 2566 นับว่าท้าทายพอสมควร ภาพรวมมูลค่าตลาดรถเช่า คาดว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่ยังคงเป็นลูกค้า Operating Lease 60-70%และ Financial Lease 10-20% นอกนั้นเป็นเช่าท่องเที่ยวรายวันระยะสั้น โดยธุรกิจมีการหดตัวเล็กน้อยไม่ถึง 5%
ส่วนธุรกิจรถมือสองในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 ดีมาก เพิ่งมาซบเซาช่วงปลายปี ทั้งจากมหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะเทรนด์รถไฟฟ้า รวมถึงการยึดรถที่มากขึ้น เพราะเมื่อซัพพลายมากขึ้นก็ส่งผลให้ราคารถมือสองต่ำลงนอกจากนี้ ไฟแนนซ์ยังเพิ่มความรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันได้รับผลกระทบเยอะ
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดรถมือสองดูชะลอตัวในช่วงนี้แต่ภาพรวมยังมีความต้องการต่อเนื่อง เชื่อว่าในปี 2568 ราคามือสองจะดีดขึ้นไปอีก ดังนั้น ปีนี้จึงนับเป็นนาทีทองสำหรับผู้ต้องการซื้อรถมือสอง เพราะจะได้ราคาดีมากกว่าในช่วงนี้
ซีอีโอพิชิตเปิดรายได้ปี 2566 พบว่ารายได้ปี 2565-66 ทะลุ 2,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า KCAR คือหนึ่งในผู้เล่นท็อป 10 ของตลาดรถเช่าเมืองไทย ที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง และมีผลกำไรโตอย่างต่อเนื่อง โดยผลประกอบการปี 2565 ทำรายได้กว่า 2,200 ล้านบาท จากธุรกิจรถเช่า 1,300 ล้านบาท และรถมือสอง 800 กว่าล้านบาท รวมกำไรกว่า 183 ล้านบาท มีอัตราปันผลเฉลี่ย 5 ปีที่ 5.3% ต่อปี
ล่าสุด ปี 2566 รายได้ทั้งจากธุรกิจรถเช่าและรถมือสองรวมกันมีมูลค่าทะลุ 2,106 ล้านบาท ธุรกิจทำกำไรหลังภาษี 5% และกำไรจากธุรกิจรถมือสอง 22% ซึ่งสวนกระแสตลาดรถมือสองขาลง
เมื่อพิจารณาในด้านสินทรัพย์รวม แม้ KCAR จะมีสินทรัพย์รวม 5,700 ล้านบาท คิดเป็นอันดับ 8 ในกลุ่มท็อป 10 ของธุรกิจรถเช่ากลุ่ม Operating Lease และ Financial Lease แต่ KCAR สามารถทำกำไรในสัดส่วนสูงสุดที่ 4.0% และยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำสุดในกลุ่มเพียง 1.5 เท่า
ชัดเจนว่าปัจจุบันบริษัทมีความมั่นคงทางการเงินระดับสูง ทำให้บริษัทได้รับการประเมินผลการกำกับดูแลกิจการจากผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยที่ระดับ “ดีมาก” จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และถูกจัดอันดับ Credit Rating ในระดับ A- โดย TRIS
ความสำเร็จนี้เป็นอานิสงส์ของการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม รวมถึงการวางโมเดลธุรกิจอย่างชาญฉลาด การกำหนดวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านบริการ และการใช้กลยุทธ์ OPTIMUM
ซีอีโอพิชิตระบุว่า ปัจจุบัน KCAR ดำเนิน 2 ธุรกิจหลักได้แก่ ธุรกิจรถเช่าและธุรกิจขายรถมือสอง ซึ่งเกิดจากการพัฒนาโมเดลธุรกิจให้เอื้อประโยชน์กัน โดยช่วงแรกบริษัทมีเพียงธุรกิจรถเช่า KCAR ต่อมาจึงตั้งธุรกิจรองรับการขายรถมือสองสภาพดีที่หมดสัญญาเช่าจากลูกค้าในชื่อ Toyota Sure Krungthai แม้โมเดลธุรกิจจะดูเป็นโครงสร้างการเงินที่ซื้อทรัพย์สินมาบริหารและขายต่อ
“ทั้ง KCAR และ Toyota Sure Krungthai คือธุรกิจบริการ ซึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ Service and Quality Excellence และกลยุทธ์ OPTIMUM” ซีอีโอพิชิตย้ำ

สำหรับกลยุทธ์ OPTIMUM ถือเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินธุรกิจรถเช่าของ KCAR ซึ่งให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์ 4 ด้านอย่างรอบคอบและมอบประสิทธิภาพสูงสุด เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสภาพธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ ประกอบด้วย
1.การบริหารความเสี่ยง อาทิ ราคาคงเหลือของรถยนต์เมื่อครบสัญญาเช่า การดูแลหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ในปริมาณน้อยที่สุด การบริหารกระแสเงินสด รวมถึงความเสี่ยงของฟลีต เช่น การเลือกยี่ห้อรถยนต์ที่หลากหลาย ไปจนถึงการเลือกสีซึ่งเป็นที่นิยม เป็นต้น
2.การบริหารต้นทุน ครอบคลุมถึงการดูแลค่าเสื่อมราคาให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ การเพิ่มธุรกิจขายรถมือสอง เพื่อรถที่ครบสัญญาเช่ามาสร้างรายได้ และแนวทางการบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่าอื่นๆ
3.บริการที่จริงใจดีกว่าและแตกต่าง บริษัทมองว่าธุรกิจรถเช่าเป็นงานบริการ พนักงานจึงต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อมอบบริการที่ซื่อสัตย์และครบวงจร พนักงานจะได้รับการฝึกอบรมให้มีทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญและความซื่อสัตย์จริงใจในการให้คำแนะนำ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงเรื่องกำไรเป็นเรื่องรอง
4.การกำหนดราคาที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมทั้งการเสนอราคาที่ Premium แต่มอบความคุ้มค่าด้วยคุณภาพของบริการที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจนจนมัดใจลูกค้าเก่าได้มาอย่างยาวนาน หรือการกำหนดราคาที่แข่งขันได้สำหรับประมูลงานของหน่วยงานต่างๆ และการเสนอเรตราคาพิเศษในช่วงการทดลองใช้บริการเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่
ซีอีโอพิชิตให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันธุรกิจรถเช่า KCAR มีพอร์ตรถยนต์มากกว่า 9,000 คัน ฐานลูกค้ามากกว่า 1,200 ราย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้า Operating Lease เช่าระยะยาว 1-5 ปี แบ่งเป็นหน่วยงานราชการ 15% และองค์กรเอกชน 85% สิ่งที่มัดใจลูกค้าคือการมีศูนย์บริการมากกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากบริษัทยอมเพิ่มต้นทุนในการบริหารงานดีลเลอร์จำนวนมากเพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ทำให้ KCAR รักษาฐานลูกเก่าเหนียวแน่น ลูกค้าที่เคยเปลี่ยนไปใช้รายอื่น มักจะหันกลับมาเช่ารถจาก KCAR อีกครั้ง
นอกจากการบริการลูกค้า ธุรกิจรถต้องมีซัพพลายเออร์หลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นไฟแนนซ์ ประกันภัย และดีลเลอร์จำนวนมาก ทำให้กลยุทธ์ OPTIMUM ทำให้ผู้ถือประโยชน์ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ Win-Win-Win โดยทั้ง KCAR และ Toyota Sure Krungthai ให้ความสำคัญในรายละเอียดการทำงานแต่ละขั้นตอนมากกว่า เพื่อสร้างรูปแบบการทำงานที่แตกต่างและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนร่วมกับพาร์ตเนอร์ทุกราย
โดยเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของ KCAR ไม่ใช่การมุ่งสู่การเป็นผู้เล่นเบอร์หนึ่งในด้านยอดขาย แต่เน้นการเติบโตขององค์กรที่มั่นคง ผ่านการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง เพื่อให้องค์กรอยู่ได้แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ผสานกับการยกระดับบริการและความเชี่ยวชาญของทีมงานอยู่เสมอ
“สิ่งที่ผู้บริหารเน้นย้ำมากที่สุดคือการฝึกอบรมพนักงานให้ซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้า ให้คำแนะนำรอบด้าน แม้บางครั้งคำแนะนำอาจทำให้บริษัทได้ยอดขายลดลง อาทิ ขอให้ลูกค้าที่ต้องการเช่ารถยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนรุ่น ชะลอการซื้อออกไปก่อน เพื่อรอรถรุ่นใหม่ ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้ามากกว่า แทนที่จะพยายามปิดการขายรถรุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อทำยอด สิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทได้รับความเชื่อใจ ความประทับใจจากลูกค้า ให้กลับมาใช้บริการ และช่วยบอกต่อกลุ่มเพื่อนฝูง” ซีอีโอพิชิตเล่าอย่างภูมิใจ

ซีอีโอพิชิตระบุถึงเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในไทยว่า มีลูกค้าสอบถามรถยนต์ไฟฟ้ากับ KCAR มากขึ้น บริษัทจึงจัดซื้อรถไฟฟ้าหลากรุ่นหลายแบรนด์มาให้ลูกค้าเช่าทดลองขับแล้ว ทั้ง MG, BYD และ GWM มีลูกค้าองค์กรมากกว่า 200 บริษัท และรายย่อยมาเช่าทดลองขับ แต่ยังพบความไม่สะดวกหลายอย่าง ทั้งเงื่อนไขการใช้พลังงานที่จุดชาร์จไม่เพียงพอ ระยะเวลาการชาร์จนาน ชาร์จแต่ละครั้งขับได้ระยะทางจำกัด รวมถึงค่าเช่าที่แพงกว่ารถสันดาปในประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือเรื่อง Warranty ของรถไฟฟ้า แม้จะยาวถึง 8 ปี แต่จำกัดระยะทางเพียง 160,000-180,000 กม. ขณะที่รถสัญญาเช่า 5 ปี มักมีระยะการวิ่งที่ไกลกว่านั้น ทำให้ Warranty อาจหมดก่อนสัญญาเช่า จะส่งผลถึงราคาขายต่อเมื่อรถหมดอายุสัญญา
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต้องพิจารณาถี่ถ้วน เนื่องจากแบตเตอรี่รถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก หากผู้ประกอบการรถเช่าต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ก่อนนำไปขายต่อ ย่อมทำให้ราคารถมือสองสูงขึ้นตามจนอาจไม่สามารถดึงดูดใจผู้ซื้อได้ จะทำให้ขายต่อยากและส่งผลถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของบริษัท
“รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในไทยยังเป็นรุ่นแรกๆ ทำให้อุตสาหกรรมรถเช่าต่างรอดูทิศทางอีก 3-5 ปี KCAR ได้ปรับตัว ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาหลายคันให้ลูกค้าทดลองขับช่วงสั้นๆ เพื่อลองตลาดและรับฟังฟีดแบ๊กของลูกค้าไปในตัว หลังจากนี้บริษัทต้องรอดูนโยบายทั้งจากผู้ผลิตและหน่วยงานรัฐบาลต่อไปว่าจะมีมาตรการรองรับรถไฟฟ้ามือสองอย่างไร ซึ่งฝ่ายบริหารของบริษัทคาดว่าเทคโนโลยีรถไฟฟ้ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต ส่งผลต่อนโยบายรัฐ แนวโน้มการทำตลาดในประเทศ และความนิยมของผู้บริโภคแน่นอน” ซีอีโอพิชิตระบุ
ซีอีโอพิชิตยังมองว่า การเช่ารถใช้จะเป็นเทรนด์คนรุ่นใหม่ทั่วโลก เพราะเริ่มตระหนักว่าการเช่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการคุมค่าใช้จ่ายที่ดีกว่า โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อเช่ารถ ผู้ให้เช่าจะรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบ็ดเสร็จในราคาเช่า ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนค่างวดและดอกเบี้ย ค่าต่อทะเบียน ค่าประกันรถยนต์ ฯลฯ เหล่านี้ช่วยปลดภาระค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่ผู้ซื้อรถอาจไม่เคยนึกถึงในระหว่างการใช้งาน อย่างค่าซ่อมบำรุง ค่าเปลี่ยนอะไหล่ การหารถใช้ทดแทนเมื่อรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ เป็นการปลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกไปได้แบบ 100% โดยทั้งหมดจะตกเป็นภาระของผู้ให้เช่า
นอกจากนี้ ในกรณีเจ้าของรถยนต์เปลี่ยนที่อยู่อาศัยไปอยู่ต่างประเทศและจำเป็นต้องขายรถยนต์ อาจเกิดภาระเพิ่มเติมที่ทำให้เสียเวลามากกว่าที่คิด อาจทำให้แผนการย้ายที่อยู่ต้องล่าช้าออกไปถ้าหาผู้ซื้อไม่ได้ตามต้องการ ซึ่งการเช่ารถยนต์ขับจะปลดปัญหาดังกล่าว
“วันนี้การเช่ารถจึงตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าผู้หญิงที่ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์ คำนวณแล้วการเช่าจะถูกกว่าการซื้อในระยะเวลามากกว่า 10% เทรนด์นี้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทั่วโลก วัยรุ่นหลายคนไม่ซื้อรถแต่เช่ารถขับแทน” ซีอีโอพิชิตระบุ
สำหรับประเทศไทย อาจต้องอาศัยเวลาอีกสักพัก เหมือนกับการซื้อที่อยู่สมัยก่อนที่เชื่อว่าต้องซื้อบ้านพร้อมที่ดินเท่านั้น แต่ในปัจจุบันหันมาลงทุนคอนโดมิเนียมหรือห้องชุดมากขึ้น การเช่ารถก็เช่นกัน แม้ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าองค์กร แต่อีก 3-5 ปีข้างหน้า ลูกค้ารายบุคคลมีโอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมได้
“เชื่อว่าเทรนด์การเช่ารถจะแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแน่นอน” ซีอีโอพิชิตทิ้งท้าย

