นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) อย่างไม่เป็นทางการว่า คณะทำงานอยู่ระหว่างทบทวนวงเงินลงทุนโครงการอีอีซี ระยะ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2560-2564 เพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท จากเดิมประเมินไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากวงเงินเดิมที่คาดไว้อาจไม่เพียงพอ เพราะจะมีการลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ พื้นที่อู่ตะเภาที่คาดว่าจะมีการลงทุนจากอุตสาหกรรมไฮเทคที่เกี่ยวข้องหลักแสนล้านบาท รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นที่มีมากกว่าที่ประกาศช่วงแรก อาทิ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต คาดว่ากรอบลงทุนใหม่จะมีการพิจารณาในเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายอีอีซี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ในเดือนมีนาคมนี้ ให้ใช้มาตรา 44 จัดตั้งเขตส่งเสริมพิเศษอู่ตะเภาขึ้นเป็นที่แรกในพื้นที่อีอีซี เพื่อให้สามารถกำหนดสิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุด ให้กับนักลงทุนที่ภาครัฐจะชวนให้มาลงทุน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี 15 ปี จากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการลงทุน คือ ศูนย์ซ่อมอากาศยานเพิ่มเติม อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรการบิน ส่วนแผนการลงทุนในส่วนของสนามบินอู่ตะเภานั้น กลางปีนี้จะเริ่มอาคารผู้โดยสารที่ 2 ขนาด 3 ล้านคน/ปี และเริ่มลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยานกับบริษัทการบินไทยและพันธมิตร
ส่วนความคืบหน้าการลงทุนรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก ที่ประชุมได้รับรายงานได้วางแผนให้รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โดยจะศึกษาเพิ่มเติมและเปิดให้เอกชนร่วมทุนปลายปีนี้ ขณะที่ความคืบหน้าท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 เพื่อรองรับการส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยการขนส่งจะเชื่อมโยงกับรถไฟมากขึ้น และจะมีการเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนต่อไป

