นายกโรงแรมไทยไม่แฮปปี้ ขึ้นค่าแรง 400 บาท ยันเป็นต้นทุนธุรกิจถึง 25-30%
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล นายกสมาคมโรงแรมภาคใต้ และอุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า กรณีคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 มีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2567 เห็นชอบการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป และมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 400 บาท และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2567 นำร่องในเขตพื้นที่จังหวัด 10 จังหวัด และภูเก็ตเป็นหนึ่งในนั้น
มองว่าเป็นการปรับที่ถี่มากเกินไป เพราะเพิ่งปรับขึ้นรอบล่าสุดช่วงเดือนมกราคม ที่ผ่านมา คิดว่า 1 ปี ไม่ควรปรับเกิน 1 ครั้ง ปรับขึ้นประมาณ 4-5% เพราะส่งผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจโดยตรง เนื่องจากค่าแรงพนักงาน คิดเป็นต้นทุนธุรกิจอยู่ประมาณ 25-30% ถือเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงสุดแล้ว โดยตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นรวมทั้งหมด ขึ้นมากว่า 13% เทียบช่วงเดียวกันปี 2566
“เงื่อนไขที่กำหนดให้ว่าจะต้องเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ก็มีคำถามเล็กน้อยคือ ทำไมถึงเลือกเป็นธุรกิจโรงแรมเฉพาะ รวมถึงต้องกำหนดระดับโรงแรมด้วย และวัดระดับโรงแรมจากอะไร เนื่องจากบางโรงแรมก็ไม่ได้เข้าไทยแลนด์ โฮเทล สแตนดาร์ด เพื่อวัดมาตรฐานระดับโรงแรมไทย ทำให้ไม่ชัดเจนว่า การเลือกระดับดาวของโรงแรมจะวัดจากอะไร โดยอยากให้มีความชัดเจนออกมาเพิ่มเติม เพราะไทม์ไลน์กำหนดในวันที่ 13 เมษายนนี้ เหลือเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่ก็ต้องปรับค่าจ้างขึ้นอีกแล้ว ทั้งที่ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ มีการวางแผนการเงินล่วงหน้าไว้แล้ว จึงกระทบกับต้นทุนงบประมาณโดยตรง” นายศึกษิต กล่าว
นายศึกษิต กล่าวว่า ถึงแม้ภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมจะมีการจ้างพนักงานด้วยอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้ว เพราะมีเงินพิเศษให้ ทั้งเซอร์วิสชาร์จ ค่าอาหาร ค่ารถรับ-ส่งพนักงาน แต่หากเป็นพนักงานที่รับเข้ามาใหม่ กลุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก หรือเด็กเพิ่งจบ ก็จะรับเข้ามาด้วยค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ ทำให้พอมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ถูกยกขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนมากเข้าไปอีก
นายศึกษิต กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงส่งผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจ แต่การเพิ่มรายได้ อย่างการปรับขึ้นค่าห้องพัก ถือว่าไม่สอดคล้องกัน เพราะเดือนเมษายน เป็นต้นไป เข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) แล้ว ทำให้การปรับราคาห้องพักไม่สามารถปรับขึ้นได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดตามฤดูกาลด้วย อาทิ ภาคใต้ ในช่วงเดือนเมษายนนี้ จะเป็นฤดูฝนแล้ว อัตราการเข้าพักจะต่ำลง ไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาสนับสนุนช่วงโลว์ซีซั่นอย่างตลาดจีน ก็กลับมาไม่ถึง 50% ฟื้นตัวเพียง 40% เท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติภาพรวมฟื้นกลับมาประมาณ 80% ถือเป็นช่วงที่ยังกลับมาไม่ปกติ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อไปแบบ 2 เด้ง ทั้งช่วงโลว์ซีซั่น และขึ้นค่าแรงเพิ่ม

