อ็อกแฟมเปิดรายงานความเหลื่อมล้ำในไทย ชี้ ภาครัฐควรเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ที่สยามสมาคม กรุงเทพ องค์การอ็อกแฟม (Oxfam) ประเทศไทยจัดเสวนาในหัวข้อ ‘เท่าไหร่ (ถึง) เท่ากัน’ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการบริหารจาก Way Magazine น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด นางนุชนารถ แท่นทอง แกนนำเครือข่ายสลัม 4 ภาค และนายวินัย ดิษจร ช่างภาพมืออาชีพร่วมเสวนา
นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานด้านนโยบายและรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม เปิดเผยก่อนการเริ่มเสวนาว่า มีผลการศึกษาและสถิติจำนวนมากที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ไม่จำกัดเพียงแค่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสังคม การใช้ชีวิต การเมือง การศึกษา สวัสดิการด้านสุขภาพ ซึ่งการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะต้องแก้ทุกๆ ด้านพร้อมกัน โดยอาจเริ่มจากการปฏิรูปในภาคเอกชนให้มีห่วงโซ่อุปทานในการประกอบธุรกิจให้เป็นธรรม กำหนดมาตรฐานสัญญาจ้างที่ระบุอำนาจการต่อรองของคนงานและภาคเกษตร ควบคู่ไปกับการผลักดันมาตรการลดความเหลื่อมล้ำจากภาครัฐ เช่น ควรปรับระบบภาษีให้เป็นระบบก้าวหน้า เพิ่มอัตราภาษีในกลุ่มผู้มีรายได้สูง กลุ่มผู้ครอบครองทุนและความมั่งคั่งสูง แม้ที่ผ่านมารัฐจะออกมาตรการเก็บภาษีที่ดิน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มคนมีรายได้ปานกลาง ขณะที่คนที่มีความมั่งคั่งมากๆ เช่น บุคคลรายเดียวมีที่ดินในมือสูงถึง 6 แสนไร่ กลับได้รับผลกระทบน้อย ทั้งที่ภาษีดังกล่าวควรเริ่มเก็บภาษีที่ดินสำหรับคนที่มีที่ดินมากกว่า 50 ไร่ขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังควรยกระดับการศึกษาให้คนได้มีการศึกษาฟรีอย่างแท้จริง ยกระดับสาธารณสุข กำหนดค่าจ้างเพื่อชีวิตคือเป็นค่าจ้างที่สอดคล้องกับการปรับขึ้นของค่าครองชีพ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทเอกชนดีขึ้นในทางอ้อมได้ด้วย ทั้งนี้ ทางองค์กรมองว่ากลุ่มผู้บริโภคเมือง กลุ่มธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งมีทั้งกำลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการแก้ปัญหามากที่สุด เช่น ไม่สนับสนุนสินค้าที่มาจากการกดขี่แรงงาน กินรวบตลาด เป็นต้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางองค์กรได้ทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และหวังว่าจะแก้ปัญหาและสื่อสารให้สังคมตระหนักรู้ถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ และประชาชนและสังคมจะมาช่วยแก้ไข ตื่นตัวเช่นเดียวกับสังคมประเทศอื่นเช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป สิงคโปร์ และฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม จาก “รายงานเบื้องต้นว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย” จัดทำและรวบรวมข้อมูลสถิติต่างๆ พบว่า รายได้ 1 ปีของคนรวยที่สุดในไทย สามารถนำมาใช้ลดความยากจนของคนทั้งประเทศได้ คนรวยที่สุด 10% แรกมีรายได้มากกว่าคนที่จนที่สุด 10% สุดท้ายถึง 35 เท่า ขณะที่เศรษฐีพันล้านของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 28 คน จาก 5 คนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา และทั้งหมดมีทรัพย์สินรวมกันมากถึง 9,142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแต่ประชากรของไทย 7 ล้านคนยังอยู่ใต้่เส้นความยากจน นอกจากนี้ยังพบว่าคนรวยที่สุด 10% เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ และ 5 ปีที่ผ่านมาคนรวยที่สุด 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนที่เหลือทั้งประเทศรวมกัน
นอกจากนี้ยังพบว่า คนทำงานในเมืองได้ค่าจ้างที่สูงกว่าคนทำงานนอกเมือง คนงานนอกระบบ 25 ล้านคนหรือ 64% ของแรงงานทั้งหมดไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม สิทธิด้านสหภาพแรงงานในไทยยังห่างไกลจากมาตรฐานสากล และจากดัชนีชี้วัดความมุ่งมั่นต่อการลดความเหลื่อมล้ำที่จัดทำโดยองค์กรพบว่าไทยอยู่ในลำดับที่ 122 จาก 155 ประเทศ เกษตรกร 2.2 ล้านคนมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน โดย 40% ไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง 37% ไม่มีโฉนดที่ดิน ที่เหลือที่ดินไม่พอทำกิน ซึ่งแหล่งเงินในระบบจำเป็นต้องมีที่ดินค้ำประกัน ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องหันไปพึ่งเงินนอกระบบ อีกทั้งยังพบว่า ยิ่งเจ้าของธุรกิจมีความมั่งคั่งมากเพียงใด โอกาสที่จะลงเล่นการเมืองก็จะมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนรวยสามารถเข้าถึงเครือข่ายต่างๆ ล็อบบี้เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ตัวเองได้ประโยชน์ เป็นต้น

