GLOพาเลาะ3เมืองเศรษฐกิจจีน แวะชมวิถีเสี่ยงโชค‘ลอตเตอรี่’ อิ่มเอิบกับบรรยากาศท่องเที่ยว

31.03.24 | 12:31 น.

บรรยากาศท่องเที่ยวคึกคักไปทั่วโลก ใครหนาวก็หนีไปพักผ่อนประเทศอุ่นกว่า ใครร้อนก็หลบไปเที่ยวเมืองหนาวกว่า ทำให้การเดินทางในวันนี้หนาแน่นในทุกๆ ประเทศ

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) จึงถือโอกาสที่ตอนนี้อากาศที่ประเทศไทยร้อนระอุ จัดทริปสื่อมวลชนไปสำรวจบรรยากาศการเดินทางและความเป็นอยู่ของชาวจีน ในช่วงวันที่ 20-24 มีนาคมที่ผ่านมา

แวะเที่ยวชมเมืองสำคัญของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปักกิ่ง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ จึงได้เห็นบรรยากาศที่ประเทศจีนตอนนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก เพราะช่วงเดินทางเข้าปลายฤดูหนาวสู่ฤดูใบไม้ผลิดังนั้น อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่หนาวมาก ถือเป็นฤดูการท่องเที่ยวสำคัญของชาวจีนที่พากันเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมกับเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากด้วย

โดยเฉพาะกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ สถานที่ยอดนิยมที่ต้องไปชมอย่างพระราชวังต้องห้าม หรือที่คนจีนเรียกว่า กู้กง เป็นโบราณสถานสำคัญของประเทศที่พบเห็นคณะทัวร์รุ่นอาม่าอากงจับมือจูงมือเป็นกลุ่มคณะ มีไกด์ท่องเที่ยวบรรยายโน่นนี่ตลอดเวลา จนผู้คนต้องต่อแถวกันยาวเหยียด กว่าจะเข้าถึงตัวพระราชวังได้ก็กินเวลาเกือบครึ่งวัน

ทริปนี้ได้เดินชมเมืองหางโจว ที่พึ่งมีการจัดเอเชี่ยนเกมส์ไปเมื่อปี 2566 เมืองนี้มาแล้วต้องไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ทะเลสาบซีหู เปรียบเหมือนไข่มุกประจำเมือง เป็นที่กล่าวขานว่างดงามมาก ถึงขนาดที่ มาร์โค โปโล นักสำรวจชื่อดังชาวอิตาลี เคยเดินทางมาชมแล้วกล่าวว่า “ตัวอยู่ซีหู เสมือนนั่งอยู่บนสวรรค์”

Advertisement

ตามด้วยไปชมเมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองใหญ่อันดับหนึ่งของจีน เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก มีตึกสูงตั้งตระหง่านโดดเด่น เป็นเมืองที่อสังหาริมทรัพย์ชิงออกแบบให้แตกต่างมากสุดเมืองหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่ออย่างเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ เป็นตึกที่สูงที่สุดของประเทศ รวมถึงตึก The Shanghai World Financial Center และตึกจินเม่าทาวเวอร์ อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งในอดีตทั้งคู่เคยถูกบันทึกเป็นตึกที่สูงที่สุดในจีน

ในเชิงเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นอย่างไร “ธนวรรธน์ พลวิชัย” ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล หนึ่งในทีม GLO ที่ร่วมคณะสื่อมวลชนครั้งนี้เล่าเป็นฉากๆ ว่า

“ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศจีนในตอนนี้มีสัญญาณชะลอตัวลง เขาประสบปัญหาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 การที่รัฐบาลต้องการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 100% จึงเลือกปิดประเทศ ส่งผลให้ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดไปโดยปริยาย พื้นที่ไหนที่มีการระบาดก็มีการปิดเมือง ทำให้เศรษฐกิจจีนซึมตัวลงทันทีและกระทบค่อนข้างมาก ผสมกับผลกระทบจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ใช้นโยบายสงครามทางการค้า (Trade War) ทำให้จีนส่งออกสินค้าได้ยากขึ้น เมื่อรวมกับสถานการณ์โควิดที่ปิดประเทศ สินค้าจีนก็ส่งออกได้น้อยลง ประกอบกับดีมานด์ของโลกหดตัวอย่างรุนแรงในปี 2563

แต่ขึ้นปี 2564 เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ฟื้นตัวแบบเปราะบาง เศรษฐกิจในแต่ละประเทศเผชิญปัญหาภายใน จนปี 2565 เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัวได้มากขึ้นแต่ก็เจอสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และการโจมตีระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส กระทบหนักต่อทิศทางของเศรษฐกิจโลก กลับมาสู่ภาวะซึมตัวลงอีกครั้ง สินค้าจีนก็ส่งออกสินค้าได้น้อยลง ทำให้เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณขยายตัวต่ำและต่ำกว่า 5%

หลายธุรกิจเร่งลงทุนและขยายตัวก่อนหน้านี้เห็นสัญญาณแย่ลง และเกิดข่าวล้มละลายของภาคสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ แต่ผมมองว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจีน ดูจากบรรยากาศผู้คนที่มีสีหน้าไม่เครียด เครนก่อสร้างยังหมุนอยู่ แท็กซี่ยังวิ่งอยู่เต็ม ถ้าเศรษฐกิจซบเซา ไม่มีแท็กซี่คันไหนวิ่งหรอก ถ้ามองเมืองหางโจวชี้นำเศรษฐกิจเทียบภูเก็ตตอนนี้ผู้คนอารมณ์ดีไหม อารมณ์ดี แสดงว่าการท่องเที่ยวฟื้น แต่ถามว่าคนกรุงเทพฯอารมณ์ดีไหม ผมมองว่ากลางๆ

แต่รัฐบาลจีนใช้นโยบายทางการคลังในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำให้ปีที่แล้วจีดีพีของจีนเติบโต 5.2% ส่วนปีนี้หลายฝ่ายประเมินจีดีพีของจีนเติบโตเพียง 4.5% แต่รัฐจีนตั้งเป้าให้จีดีพีโต 5% และจีนใช้นโยบายการเงินและการคลังผสมผสานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดเงินสดสำรองตามกฎหมาย จากเดิมที่ต้องมีการสำรองเงินสดไว้ 11% ลดลงเหลือ 10% ภายใน 1 ปี ทำให้มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีนประมาณ 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นเงินไทยประมาณ 1-2 ล้านล้านบาท รวมถึงมีการลดดอกเบี้ยหลายส่วน เช่น ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี LPR (Loan Prime Rate) 0.3% ระยะเวลา 5 ปี และมีแนวโน้มที่อาจจะลดลงอีก

จากการที่ได้เห็นบรรยากาศในประเทศจีนโดยตรง กำลังซื้อของจีนในหัวเมืองใหญ่น่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวเป็นลำดับจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในและมีการส่งออกดีขึ้น เพราะทิศทางการส่งออกของโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยมีการส่งออกเติบโตต่อเนื่องดีขึ้น 5-6 เดือนติดต่อกัน การที่ปีนี้เศรษฐกิจจีนอาจจะเติบโต 5% ก็น่าจะเป็นแรงสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ในเชิงบวก

ดูในแง่นักท่องเที่ยวจีนในปี 2567 นี้เข้ามาประเทศไทยนั้นเป็นอันดับ 1 แทนที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว โดยปี 2566 นักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 4 ล้านคน ส่วนในปีนี้ดูสัญญาณจากการเข้ามาน่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยประมาณ 5-6 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะนโยบายวีซ่าฟรีระหว่างไทย-จีนก็น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยได้มากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุนในการเดินทางเที่ยวไทย คนไทยก็จะไปเที่ยวจีนมากขึ้น เพราะอาหารการกินของจีนดีขึ้น รสชาติถูกปากคนไทย สถานที่ท่องเที่ยวของจีนมีความโดดเด่นและหลากหลาย ดังนั้น ปีนี้จึงเป็นปีทองของการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน และเชื่อว่าในต่อไปนักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาเที่ยวไทยมากกว่า 10 ล้านคน ในปี 2568

สอดคล้องกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-12 มีนาคม 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย จำนวน 1.39 ล้านคน คิดเป็น 40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยในปี 2566 จำนวน 3.52 ล้านคน จากข้อมูลเฉพาะ 11 วันแรกของเดือนมีนาคม 2567 พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย 2.14 แสนคน ใกล้เคียงช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งเดือน

ขณะเดียวกันสัญญาณของนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวประเทศอื่นเริ่มใช้จ่ายเงินเที่ยวในไทยเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2566 นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินใน 9 วัน ประมาณ 42,000 บาทต่อคน ส่วนในต้นปีนี้มีสัญญาณใช้จ่ายเงินประมาณ 46,000 บาทต่อคน ซึ่งจากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยในปีนี้จะทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2.0-2.5 แสนล้านบาท และที่สำคัญเมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณการเติบโตอย่างคงเส้นคงวา ไทยจะมีโอกาสส่งออกไปจีน คาดว่าจะเติบโตได้ถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท รวมถึงสินค้าหลักที่ส่งออกคือ ทุเรียน มังคุด ผลิตภัณฑ์ยางพารา

ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกคาดว่าทางสหรัฐอเมริกาจะเริ่มมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิถุนายนนี้ และจะลดทั้งหมด 3 ครั้ง น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้เติบโต 2.3-2.5% และจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงปลายปี จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆ ฟื้นขึ้น รวมถึงบรรยากาศเศรษฐกิจจีนค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจยุโรปได้รับอานิสงส์ในการฟื้นตัวขึ้น ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่น

“ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้น่าจะมีการฟื้นตัวขึ้นจากการที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจะใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยทิศทางบวกในรอบกว่า 10 ปี ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจโลกทั้งหมดมีการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป จะทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้น โดยศูนย์พยากรณ์หอการค้าไทยยังเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตถึง 3% ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการนำงบประมาณภาครัฐมาใช้จ่ายอย่างรวดเร็วในเดือนเมษายนนี้หรือไม่ และต้องจับตานโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะใช้ได้เมื่อไหร่” โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลกล่าวทิ้งท้าย

จากนั้นได้พาดูบรรยากาศการค้าหวยในจีน ซึ่งไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยวสำหรับทริปนี้เล่าว่า สลาก หรือลอตเตอรี่ในประเทศจีนแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1.ลอตเตอรี่เพื่อระบบสวัสดิการ ซึ่งมีตั้งแต่ปี 2530 วัตถุประสงค์เป็นการรวบรวมคนใจบุญในสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กกำพร้า และครอบครัวที่ยากจน

2.ลอตเตอรี่เพื่ออุตสาหกรรมการกีฬา โดยภายหลังที่ประเทศจีนพัฒนาแล้ว การพัฒนานักกีฬาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งเสริมนักกีฬาไปแข่งขันกีฬาในระดับโลก

3.ลอตเตอรี่แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นสลากชนิดขูด สามารถซื้อตามท้องตลาดได้ทั่วไป เมื่อขูดแล้วสามารถเห็นเลขและรู้ได้เลยว่าถูกรางวัลหรือไม่

อีกทั้งมีสลากที่เป็นแบบกระดาษกระจายไปตามเมืองต่างๆ จะมีร้านตัวแทนจำหน่าย รวมถึงสามารถซื้อสลากผ่านออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งออกโดยรัฐบาลกลาง และรัฐบาลในแต่ละมณฑล ซึ่งการออกรางวัลแต่ละชนิดสลากก็ไม่เหมือนกัน เช่น ชนิดหนึ่งออกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อีกชนิดออกทุกวัน โดยเงินรางวัลมาจากผู้ซื้อ ล่าสุด มีผู้ถูกรางวัลสูงสุดถึง 200 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยถึงประมาณ 1,000 ล้านบาท ถือว่าได้มากโขอยู่!!

จากข้อมูลสำนักข่าวซินหัวอ้างอิงข้อมูลของกระทรวงการคลังของจีนได้เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ยอดขายลอตเตอรี่ของจีนในปี 2566 เทียบกับปี 2565 เพิ่มขึ้น 36.5% คิดเป็นมูลค่า 5.79 แสนล้านหยวน คิดเป็นเงินบาทประมาณ 2.89 ล้านล้านบาท โดยยอดขายลอตเตอรี่เพื่อระบบสวัสดิการเพิ่มขึ้น 31.3% มูลค่า 1.94 แสนล้านหยวน คิดเป็นเงินบาทประมาณ 9.72 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดขายลอตเตอรี่เพื่ออุตสาหกรรมการกีฬาเพิ่มขึ้น 39.3% มูลค่า 3.85 แสนล้านหยวน คิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท

ก่อนหน้านี้ตามการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุไว้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ของจีนเผยว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับยอดขายหวยในประเทศ แม้แต่คนจีนที่มีงานทำหลายคนก็มีความรู้สึกกลัวตกงาน เพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงหันไปเสี่ยงดวงเล่นหวยกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่หวังจะรวยแบบชั่วข้ามคืน ซึ่งมองว่าเงินที่ซื้อหวยเป็นจำนวนเล็กน้อย แต่หากถูกรางวัลขึ้นมาก็เป็นเงินก้อนใหญ่ อาจมาชดเชยโอกาสที่จะสูญเสียรายได้ในอนาคต หรือมากกว่านั้น ทำให้เป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ สามารถทำเงินได้เร็วกว่าการทำงาน

แนวคิดนี้ ไม่แค่จีน แต่อยู่ในความหวังของทุกคนทั่วโลก จึงยอมจ่ายซื้อหวยซื้อสลากรัฐบาล ก็หวังว่า พรุ่งนี้รวย!!

ศศวัชร์ คมนียวนิช