สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) กลับมาสะดุด เหลือค้างหลักร้อยใบอนุญาต!!
เรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างจับตา เพราะประเด็น ร.ง.4 เคยเป็นฝันร้ายของภาคอุตสาหกรรมไทยในอดีต ที่ถูกเชื่อมโยงกับการคอร์รัปชั่น
ขณะที่ปัจจุบันภาคการลงทุนคือความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง จากปัจจุบันยังต้องลุ้นกับเศรษฐกิจโลกเพื่อขับเคลื่อนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย รวมทั้งการเฝ้ารองบประมาณ 2567 ให้บังคับใช้ตามไทม์ไลน์ที่กำหนดและรวดเร็วตามแผน
รัฐบาลชุดนี้จึงให้ความสำคัญกับภาคการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และ “พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ทันทีที่เกิดประเด็นร้อนขึ้น ทั้งนายกฯเศรษฐา และรัฐมนตรีพิพม์ภัทรา ต่างสั่งการเข้มให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแก้ปัญหา เร่งรัดกระบวนการขออนุญาต
โดยนายกฯเศรษฐาระบุว่า ขั้นตอนการอนุญาต ร.ง.4 มีหลายขั้นตอนไม่จำเป็น บางขั้นตอนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อาจนำไปสู่การเกิดคอร์รัปชั่นได้ จึงขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนทั้งจากนักลงทุนภายในประเทศและจากต่างประเทศ ตรงกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องสะดวกในการทำธุรกิจ (ease of doing business)
ขณะที่ รัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา ได้เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเน้นย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรมต้องอำนวยความสะดวกการลงทุนที่ปฏิบัติขั้นตอนถูกต้องแล้ว
รัฐมนตรีพิมพ์ภัทรายังระบุว่า จากข้อร้องเรียนของผู้ประกอบการเรื่องความล่าช้าในการยื่นคำขอและการรับใบอนุญาต ได้เรียกข้อมูลทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจากผู้บริหารและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารชี้แจงปัญหาอุปสรรค ปัญหานี้ถืออุปสรรคความล่าช้าให้กับผู้ประกอบการ และยังไม่เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุน ขจัดขั้นตอนความล่าช้าซับซ้อนและยุ่งยากโดยเฉพาะกลุ่มที่ครบถ้วนถูกต้องแล้ว
“ได้เร่งรัดทุกกรม ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ทุกคำขอที่ค้างท่อเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขออนุญาต ทุกระบบของกระทรวงจะต้องเร่งอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการ ระบบการอำนวยความสะดวกภาครัฐต้องเอื้อต่อการลงทุน ไม่เป็นปัญหาและอุปสรรค ภาครัฐจะต้องเข้าช่วยขจัดอุปสรรคนั้น ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเสียเอง จะต้องลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สร้างความโปร่งใส นำไปปฏิบัติให้ได้ ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของ
เจ้าหน้าที่สร้างความตระหนักในการบริการและการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการนี่คือหลักนโยบายการให้บริการที่สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม” พิมพ์ภัทราย้ำ
ตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่าข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยืนยันเร่งอนุมัติอนุญาต ร.ง.4 ส่วนกรณีเอกชนบางรายระบุ ร.ง.4 ล่าช้าจะเร่งแก้ปัญหา ล่าสุดอยู่ระหว่างดำเนินการไม่ถึง 50 รายเท่านั้น และมีอีกจำนวนหนึ่งต้องรอการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับด้านไฟฟ้าและป่าไม้ ตามกฎหมายที่กำหนด เพราะเป็นใบอนุญาตที่ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก ตามด้วยการอำนวยความสะดวกนักลงทุน
สะท้อนความคล่องตัว ร.ง.4 จากตัวเลขอนุญาตตั้งและขยายโรงงานที่เติบโตอย่างมากในปีที่ผ่านมาและแนวโน้มปีนี้ โดยตัวเลขยอด ร.ง.4 ปี 2566 พบว่าเติบโตดี ทั้งยอดขอตั้งโรงงานใหม่รวมยอดขอขยายกิจการ พบว่าเพิ่มสูงขึ้นมาก มูลค่าถึง 356,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.29% จากปี 2565 มูลค่า 288,873 ล้านบาท
โดยจำนวนโรงงานตั้งใหม่และขยาย 2,598 โรง เกิดการจ้างงานใหม่ 106,631 คน จำนวนนี้แบ่งเป็นตั้งโรงงานใหม่ มูลค่า 263,202 จากโรงงาน 2,181 โรง จ้างงานใหม่ 65,138 คน และขยายกิจการมูลค่า 92,937 ล้านบาท จากโรงงาน 417 แห่ง จ้างงานใหม่ 106,631 คน เป็นการตอกย้ำว่าการลงทุนไทยกลับมาฟื้นตัวในปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องถึงปี 2567 ที่แนวโน้วเพิ่มขึ้น
ช่วงที่ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม–กุมภาพันธ์) การอนุมัติ ร.ง.4 ยังขยายตัว มูลค่าลงทุนเบื้องต้นกว่า 50,000 ล้านบาท โดย กรอ.อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลทางการต่อไป คาดว่าตลอดปีจะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ปี 2566 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่าการลงทุน 40,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.41% โดยการลงทุนโดดเด่นจากการตั้งโรงงานใหม่ คือ ผลิตน้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ มูลค่าการลงทุน 8,600 ล้านบาท ผลพวงจากแนวโน้มการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดคลี่คลาย การท่องเที่ยวที่มีทิศทางขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความต้องการจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มให้เพิ่มขึ้น
2.กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 39,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.76% โดยการลงทุนโดดเด่นจากการตั้งโรงงานใหม่ คือ การผลิต ประกอบ หรือดัดแปลง เครื่องมือหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ มูลค่าการลงทุน 1,832 ล้านบาท เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสำหรับการส่งออกซึ่งมีปริมาณความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลมูลค่าการส่งออกสินค้าจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
และ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ มีมูลค่าการลงทุน 24,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.84% โดยการลงทุนโดดเด่นจากการตั้งโรงงานใหม่ คือ การผลิตกระป๋องอะลูมิเนียม และขวดอะลูมิเนียม มูลค่าการลงทุน 5,237 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตชะลอตัวลงในปี 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย 1.กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตหนังสัตว์และผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ เติบโตชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 83.28% ผลจากพฤติกรรมผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น เลือกบริโภค ซื้อสินค้าด้วยความตระหนักรู้และต้องการใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สถานการณ์ปัจจุบันการส่งออกหนังและเครื่องหนังของไทยเผชิญการแข่งขันรุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งที่สำคัญคือจีน ไทยต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากวัตถุดิบในประเทศไม่เพียงพอ คุณภาพไม่สม่ำเสมอและต่ำกว่ามาตรฐานที่ต่างประเทศต้องการ ทำให้การส่งออกหนังและเครื่องหนังไทยชะลอตัวลง
2.กลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี เติบโตชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 68.97% เกิดจากภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งจะมีผลต่อการชะลอตัวของความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีภัณฑ์
3.กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ เติบโตชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 68.36% ผลมาจากคำสั่งซื้อลดลงทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่การจำหน่ายภายในประเทศมีความต้องการลดลงเป็น ปริมาณการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอย่างด้ายและเส้นใยลดลงสะท้องภาพการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
แม้การอนุมัติ ร.ง.4 เติบโต แต่หากขั้นตอนใดผิดปกติ ควรเร่งปรับปรุงโดยเร็ว เพื่อไม่เป็นเนื้อร้ายสู่ฝันร้ายกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้ง!!

