ภาคตลาดทุนไทย ช่วงไตรมาสแรกปีมังกร 2567 ที่หลายคนคาดหวังให้เป็นมังกรทองทะยานขึ้นฟ้า ดูเหมือนได้ตามที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะภาคการลงทุน เนื่องจากราคาทองคำไทยปรับขึ้นอย่างร้อนแรง โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ราคาทองคำปรับขึ้นทำนิวไฮหลายรอบ รวมแล้วสูงขึ้น 4,900 บาท (1 บาททองคำ) เฉพาะเดือนมีนาคมที่ผ่านมาปรับขึ้นพรวดรวมถึง 3,950 บาท
แตกต่างภาพตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่เปิดตลาดต้นปี 2567 ถึงวันนี้ดัชนีหุ้นไทยลดลงๆ เป็นส่วนใหญ่ และดูเหมือนจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนัก ย้อนหลังเปิดตลาดวันแรกของปี 2567 ณ วันที่ 2 มกราคม ดัชนีหุ้นอยู่ระดับ 1,433.38 จุด ล่าสุดวันที่ 29 มีนาคม ดัชนีอยู่ระดับ 1,377.94 จุด บางช่วงจะสามารถไต่ระดับผ่านบริเวณจุดจิตวิทยาสำคัญที่ 1,400 จุด แต่ก็ปรับลดลงไปอีก ซึ่งความไม่แข็งแรงของดัชนีหุ้นไทยสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากพอสมควร แม้ภาพตลอดปี 2566 เป็นบทเรียนของการลงทุนที่ไม่ไปไหนให้เห็นบ้างแล้วก็ตาม
⦁ทองคำขาขึ้นวิ่งบวก8%
พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (วายแอลจี) กล่าวถึงสถานการณ์ทองคำว่า ราคาทองคำตลาดโลกได้ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งที่ระดับ 2,234 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้นับจากต้นปีถึงสิ้นเดือนมีนาคมราคาทองคำปรับขึ้นแล้วกว่า 8% ซึ่งการปรับขึ้นมาในรอบนี้ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มเกิดความไม่มั่นใจว่าราคาทองคำขึ้นมาสูงจนจะเป็นภาวะฟองสบู่หรือไม่ กรณีนี้หากวิเคราะห์ตามปัจจัยพื้นฐานจะเห็นว่า การปรับตัวขึ้นมาของทองคำในตลาดโลกในภาพใหญ่ปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยพื้นฐานนับจากการระบาดของโควิด-19 และต่อเนื่องมาจากปัจจัยหนุนด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายพื้นที่ อาทิ ในตะวันออกกลางจากอิสราเอล-ฮามาส และทะเลแดง รวมไปถึงรัสเซีย-ยูเครน
ในระยะสั้นนี้ทองคำยังมีความเสี่ยง เนื่องด้วยราคาที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างไกลแล้วจึงอาจเกิดแรงขายสลับเข้ามาได้ ในส่วนของแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากพิจารณาข้อมูลในรายงานประมาณภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในเดือนมีนาคม 2567 อย่างถี่ถ้วน พบว่า ปี 2567 มีการปรับขึ้นของคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐ แต่ทำการปรับลดอัตราการว่างงานลง รวมถึงแม้คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) อยู่ที่การลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งเท่าเดิมในปี 2567 นี้ แต่การปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยปี 2568 และ 2569 ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มระดับอัตราดอกเบี้ยอาจคงไว้ที่ระดับสูง ทำให้นักลงทุนยังคงไม่วางใจต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในรอบนี้ ชี้ว่าเฟดยังไม่อาจสามารถระบุถึงช่วงเวลาในการเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้
พวรรณ์ คาดการณ์อีกว่า ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบแนะนำเปิดสถานะซื้อทำกำไรระยะสั้น หากราคาสามารถยืนเหนือ 2,223 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ และหาจุดตัดขาดทุนสถานะซื้อ หากราคาหลุดแนวรับที่ 2,202 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อราคาปรับขึ้นเข้าใกล้แนวต้านอาจต้องระวังแรงขาย หรือความผันผวนของราคา GOM24 และ GF10J24 แนะนำทยอยปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไร หากราคาไม่ผ่านแนวต้านโซน 2,234-2,248 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทั้งต้องระวังความผันผวนของราคาทองคำในระยะถัดไป โดยมองว่านักลงทุนที่มีทองคำอยู่ในมือและมีกำไรในช่วงนี้ควรแบ่งขายทำกำไร เนื่องจากปกติหากทองคำปรับขึ้นรอบใหญ่ต้องมีการขายทำกำไรออกมาทุกครั้ง ในระยะสั้นราคาทองคำอาจลดลงก่อน ระยะยาวคงรักษาทิศทางขาขึ้น
⦁4ปัจจัยหนุนราคาทองคำ
ขณะที่ รักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เสริมว่า ภาพรวมตลาดทองคำ ปกติแล้วการลงทุนในทองคำถือเป็นการกระจายความเสี่ยง และช่วยลดความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงตลาดลงทุน แต่ตั้งแต่ต้นปี 2567 มา ราคาทองคำโลกทำนิวไฮ ปรับขึ้นประมาณ 8% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือราคาทองคำจะแปรผกผันกับสินทรัพย์เสี่ยงหรือตลาดหุ้น รวมถึงแปรผกผันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและดัชนีดอลลาร์
หากประเมินจากปัจจัยพื้นฐานต่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ได้แก่ 1.ตลาดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและดัชนีดอลลาร์จะลดลง 2.กรณีเฟดต้องเลื่อนปรับลดดอกเบี้ยออกไปจากอัตราเงินเฟ้อคงตัวสูง หมายความว่า ทองคำจะได้ประโยชน์จากการเป็น Inflation Hedge (สินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันเงินเฟ้อ) 3.ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังดำเนินต่อไป สามารถสร้างความผันผวนของตลาดระยะสั้น และเพิ่มการ De-dollarization (ความถดถอยของเงินดอลลาร์สหรัฐ) ในระยะยาว ส่งผลให้ทองคำเป็น Defensive Investment (การลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน) ที่ดี และ 4.ราคาทองคำปรับตัวขึ้นตามราคาบิตคอยน์
ในไตรมาส 2/2567 มองว่าการลงทุนในทองคำยังสามารถถือกองทุนทองคำต่อไปได้ จากการที่ราคาทองคำยังได้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่ โดยชื่นชอบกองทุนทองคำที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เนื่องจากมองว่านักลงทุนไทยจะได้ประโยชน์จากโอกาสการอ่อนค่าของเงินบาทได้ จากกรณีเฟดลดดอกเบี้ยช้าและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยเร็วกว่าเฟดได้
ทั้งนี้ แม้ค่าเงินบาทฟื้นตัวขึ้น แต่คงเคลื่อนไหวใกล้บริเวณต่ำสุดรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 มีแรงกดดันจากทิศทางการปรับตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์ ตามมุมมองเชิงบวกของเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มมากขึ้น โดยวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐเผยข้อมูลประมาณการจีดีพีไตรมาส 4/2566 ขยายตัว 3.4% สูงขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 3.2% อีกทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมีนาคมปรับสู่ระดับ 79.4 สูงกว่าคาดการณ์และสูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ซึ่งความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น มีนัยต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคสูงขึ้นในระยะข้างหน้า จึงส่งเสริมศักยภาพของเฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับสูงยาวจนกว่าจะมั่นใจต่อแนวโน้มการบรรลุเป้าหมายด้านเงินเฟ้อของเฟด ทิศทางอ่อนค่าลงของเงินสกุลหลักในภูมิภาคอย่างหยวนและเยน แม้จีนและญี่ปุ่นพยายามต้านการอ่อนค่าลงก็ตาม รวมถึงมุมมองเชิงลบของเศรษฐกิจไทยอยู่ระดับสูงหลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาย่ำแย่กว่าคาดการณ์ ทั้งหมดเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมค่าบาท
⦁หุ้นไทยลุ้นข่าวดิจิทัลวอลเล็ต
รักพงศ์ มองถึงตลาดหุ้นไทยว่า ยังสามารถพลิกตัวกลับเป็นบวกได้แม้ระหว่างทางลดลงบ้าง คาดเป็นแรงกดดันจากเงินบาทอ่อนค่า บวกผลกระทบจากราคา SET50 Index Futures ลงแรงในวันสุดท้ายของสัญญาเดือนมีนาคม ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนมีอยู่ อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวบวกบ้าง ลบไม่มาก แม้บวกไม่มากแต่ทำจุดสูงสุดอีกครั้ง เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด อย่างยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์อยู่ที่ 2.10 แสนคน ต่ำกว่าคาดที่ 2.15 แสนคน ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2566 ปรับเพิ่มเป็น 3.4% ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ลดโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยเดือนมีนาคมเหลือ 60% น่าจะหนุนดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่า ส่วนบาทอ่อนช่วงสั้น ผนวกกับต้นเดือนเมษายนมีประเด็นกดดันเงินบาท อาทิ รัฐบาลเตรียมแถลงแผนกู้เงินเพื่อทำมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต วันที่ 10 เมษายน ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอบวก 1.67% สู่ระดับสูงสุดรอบ 5 เดือน น่าจะหนุนการดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) ของหุ้นกลุ่มพลังงาน
⦁ยันเป้าหุ้นไทยแตะ1,550จุด
สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า เศรษฐกิจโลกไตรมาส 2/2567 มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Global Soft-Landing) แม้อัตราการเติบโตสูงกว่านักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ แต่การที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ในทิศทางชะลอตัว ทำให้เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ ส่วนเศรษฐกิจจีนเริ่มเห็นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน หากเศรษฐกิจจีนเติบโตตามแผนของรัฐบาลจะส่งผลบวกต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของเอเชียโดยเฉพาะไทย การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านการเบิกจ่ายภาครัฐเป็นหลักและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นอีกปัจจัยอาจเกิดขึ้น จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย จึงให้เป้าหมายหุ้นไทยสูงสุดสิ้นปี 2567 ที่ระดับ 1,550 จุด
“ดัชนีหุ้นไทยประเมินที่ 1,550 จุด แนะจุดเข้าซื้อระดับต่ำกว่า 1,400 จุด ผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ 12% ชี้เป้าหุ้นเด่นไตรมาส 2โฟกัสหุ้นที่ผลประกอบการทำจุดต่ำสุดแล้ว และได้ประโยชน์จากลดดอกเบี้ย ฐานะการเงินและกระแสเงินสดดี ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเบิกจ่ายงบประมาณ” สุกิจกล่าว
⦁ปัจจัยหนุน-เสี่ยงกระทบหุ้น
ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินว่า ภาพเศรษฐกิจโลกดูดีกว่าคาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐแต่อาจชะลอตัวลงในระยะต่อไป ผลจาก 3 ปัจจัยคือ 1.ผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น 2.ความเสี่ยงภาคธนาคารที่เพิ่มขึ้น และ 3.เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลงในประเทศอื่นๆ มองว่าเศรษฐกิจยุโรปเสี่ยงต่อภาวะถดถอย แต่นโยบายการเงินเริ่มมีพื้นที่ว่างมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 17 ปี แนะจับตากระแสการกู้ยืมเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลอื่น เชื่อว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะไม่ทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากนัก ด้านเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวระยะสั้น แต่ระยะยาวเผชิญความเสี่ยงจาก 3 วิกฤต ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ภาวะเงินฝืด และวิกฤตการจ้างงาน
พยนต์ พงศาวรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานฝ่าย Wealth Products and Strategy บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เผยมุมมองด้านการจัดสรรสินทรัพย์ว่า การลงทุนรายสินทรัพย์ไตรมาส 2/2567 มีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารหนี้ นอกจากมีอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ ประกอบกับแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นผลบวกต่อราคาตราสารหนี้แล้ว ถือเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนได้ด้วย โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี และหลีกเลี่ยงการลงทุนตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ในระดับต่ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ
⦁หวังตลาดทุนไทยQ2ฉลุย
ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ไตรมาส 2/2567 การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยน่าจะเป็นไปแบบไซด์เวย์ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,350-1,420 จุด ปัจจัยมีผลต่อตลาดหุ้น ทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งช่วงไตรมาส 2 มีแนวโน้มเป็นโทนบวกมากขึ้น โดยในประเทศมีปัจจัยบวกจากการเบิกจ่ายงบปี 2567 การปรับขึ้นเงินเดือนของกลุ่มข้าราชการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนทางอ้อมต่อหุ้นอิงการเติบโตในประเทศ ประกอบกับกลุ่มโรงไฟฟ้า มีแนวโน้มเห็นความคืบหน้าแผนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของไทยในระยะยาว ถือเป็นแผนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งมีกระบวนการในการวางแผนต่อเนื่อง คาดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
สำหรับการเคลื่อนไหวชิมลางสัปดาห์แรกเดือนเมษายน ให้กรอบแนวรับ 1,360 จุด แนวต้าน 1,400 จุด แม้ตลาดหุ้นในต่างประเทศหลายประเทศหยุดทำการช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มองว่าบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมของเอเชียจะเบาบางต่อเนื่อง ยังมองมีแรงเก็งกำไรในหุ้นที่คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงการลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 10 เมษายนนี้ สามารถช่วยจำกัดราคาหุ้นอาจลงในช่วงก่อนหน้าได้ สำหรับปัจจัยต้องติดตามในประเทศคือ ติดตามเบิกจ่ายตาม พ.ร.บ.งบปี 2567 และวันที่ 5 เมษายน แถลงตัวเลขเงินเฟ้อของไทยและตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
จากมุมมองในวงการตลาดหุ้นไทย เข้าโค้งไตรมาส 2 ปี 2567 ไม่น่าจะแย่กว่าไตรมาสแรก

