หน้าแรก เศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยติ...

เศรษฐกิจไทยติดหล่ม ยังงัดไม่ขึ้น

1.04.24 | 20:42 น.

เศรษฐกิจไทยติดหล่ม ยังงัดไม่ขึ้น


บทความฉบับนี้ เป็นบทความแรกที่ผมตกลงจะเริ่มต้นเขียนให้กับทางมติชนออนไลน์ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะสื่อสารความคิดเห็นทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง และเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนากับผู้อ่าน เพราะมีความกังวลว่าสาธารณะเข้าใจนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศในทางที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางวิชาการหลายอย่าง และบางเรื่องไปไกลเกิน ทำให้ความคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่จะเกิดในประเทศนี้ในอนาคต ที่ผิดจากความเป็นจริงมาก บางเรื่องเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพ้อเจ้อ ผู้อ่านและชาวบ้านจะตรวจสอบการพัฒนาประเทศนี้ได้อย่างไรถึงจะตรงกับความเป็นไปได้มากที่สุด เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่าประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต่ำกว่าศักยภาพมาก และประเทศเราก็มีอัตราการเติบโตอยู่ในอันดับท้ายๆของภูมิภาค จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยนโยบายแจกเงิน อันนี้เรื่องจริงบางส่วนครับ เพราะปัญหาของประเทศอยู่ที่ประเทศเราขาดเครื่องยนต์ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต และความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค อันนี้คือคำตอบตรงไปตรงมาในชั้นที่หนึ่งของข้อสังเกตข้างต้น

แล้วเราจะมีเครื่องยนต์ที่สร้างการเติบโตได้อย่างไร เครื่องยนต์ทางเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมีสี่เครื่องหลัก คือการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายโดยภาครัฐ และการเกินดุลการค้า ถามว่าเครื่องยนต์ไหนมีกำลังมากที่สุด บนโครงสร้างเศรษฐกิจของบ้านเรา คำตอบคือ การเกินดุลการค้า เพราะภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มีสัดส่วนต่อจีดีพี มากที่สุด ไม่ว่าทศวรรษไหนก็ยังมากที่สุดอยู่ เพียงแต่เนื้อในมาเปลี่ยนจากภาคเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรมแล้ว ลำดับต่อไปเรียงลำดับความมากน้อยคือ การบริโภค  การใช้จ่ายภาครัฐและสุดท้ายคือการลงทุน แต่บางช่วงที่ประเทศไทยเนื้อหอมมีเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศมาก ดังช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ การลงทุนก็อาจจะกลายมาเป็นอันดับสาม หรือสองได้ คำถามก็เกิดต่อมาว่าทำไมเราไม่สร้างการเติบโตจากการเกินดุลการค้า คำตอบง่ายๆก็คือว่า คนที่สร้างจะต้องเป็นภาคเอกชนเป็นหลัก เพราะรัฐไม่ได้มีเครื่องมือในการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ทำได้เพียงแค่ปรับปรุงระบบภาษีนำเข้าให้สนับสนุนเท่านั้น ซึ่งอนาคตมีแต่จะต้องลดลงให้เหลือศูนย์ตามกรอบ WTO คนที่จะสร้างศักยภาพจากเครื่องยนต์หมายเลขหนึ่งน่าจะต้องเป็นภาคเอกชน ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับต้นทุนการผลิต ทั้งเรื่องของค่าแรง อัตราแลกเปลี่ยน ระบบภาษี ตลอดจนเทคโนโลยีที่ต้องมาช่วยให้การผลิตมีต้นทุนที่ต่ำลง หรือผลิตสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง

Advertisement

สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่จะช่วยสร้างศักยภาพตรงนี้ได้ไหม ค่าแรง มีแต่นโยบายจะเพิ่ม เราสามารถเอาค่าแรงมาเป็นตัวแข่งขันได้ไหม ระบบภาษีค่อนข้างจะตันแล้วเว้นแต่จะทำนโยบาย FreePort เลย อัตราแลกเปลี่ยน ปัจจุบันก็ค่อนข้างอ่อนอยู่เนื่องจากค่าเงินดอลล่าร์แข็ง จึงเป็นผลบวกกลายๆ สุดท้ายดูเหมือนจะสำคัญมากที่สุดคือการมีเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต เอกชนจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมทันสมัย เช่น S-Curve มิเช่นนั้นก็จะเป็นอุตสาหกรรมยุคเก่าหรือยุคร่วมสมัย มันเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่จะต้องทำจริงจังอย่างต่อเนื่องเหมือนที่ท่านผู้ว่าการ ธปท.พูด และภาครัฐควรจะแสดงบทบาทการนำด้วยการออกมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจ

โฟกัสอยู่ที่อุตสาหกรรมสองอันดับแรกที่ทรงอิทธิพลตลอดกาลตามโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย คือยานยนต์ แต่จะปรับตัวเปลี่ยนจากการผลิตเครื่องยนต์สันดาป เป็น EV ได้ไหม กลับกลายเป็นว่าเคยได้ยินท่านนายกฯพูดว่า อยากให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์สันดาปภายในของภูมิภาคนี้ ตกลงเลยกำลังงงๆอยู่ว่า นโยบายจริงๆ จะตามกระแสโลกหรือสวนกระแส เพื่อสร้างสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ แต่ตอนนี้ภาคเอกชนได้ย้ายฐานการผลิต EV จากไทยไปอินโดนีเซียเป็นจำนวนมากแล้วด้วยปัญหาของระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมด้านนี้ เหลือในไทยเป็น EV รายใหม่ๆที่เข้ามาโดยมากจากประเทศจีน มีรายไม่เล็กอาทิ BYD ซึ่งต้องดูว่าจะทำได้จริงจังหรือไม่เพราะอุตสาหกรรม EV กำลังมีการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงอย่างมากๆ บางรายมาแรงมากและดูเหมือนว่าจะจอดแล้ว เช่น VinFast ของเวียดนาม ขนาดรัฐบาลเขาส่งเสริมจริงจัง เพราะสู้กับปัจจัยด้านราคาไม่ไหว ปัญหาของอุตสาหกรรมตอนนี้จึงเป็นเรื่องของราคากับการแข่งขันเป็นหลัก รัฐจำเป็นต้องสร้างสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจให้เอื้ออำนวยให้มากที่สุด

อุตสาหกรรมอันดับต้นอีกอย่างคือ ปิโตรเคมีซึ่งมีพื้นที่การผลิตหลักอยู่ที่มาบตะพุด ของกลุ่มปตท.เป็นหลัก แต่มีการพัฒนาพื้นที่ EEC ค่อนข้างช้า PTTGC กำลังจะต้องปรับโครงสร้างของผลิตภัณฑ์เพื่อการแข่งขันอย่างเร่งด่วนเพราะประสบกับภาวะขาลงในตลาดโลก และสู้ปัจจัยด้านราคาไม่ได้ ในขณะที่กลุ่มปูนซิเมนต์ไทยผู้ผลิตปิโตรเคมีอันดับสองของไทย ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตหนีไปที่เวียดนามแล้วตั้งแต่หลายๆปีก่อน ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมอันดับต้นที่ครองสัดส่วนมากที่สุดของอุตสาหกรรมต้นน้ำในประเทศ กำลังเสียพละกำลัง อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นดาวรุ่งขาขึ้นของโลก เช่น อุตสาหกรรมซอฟแวร์ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง  มีเกิดในบ้านเราไหม กลับเป็นตัวสร้างจีดีพีให้กับประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย จนเป็นอันดับสูงสุดของเอเซีย เราเคยมีนโยบายเรื่อง Digital Park มากี่ปีแล้ว เกิดขึ้นได้ไหม เวลาจัดประชุมทดสอบตลาดปรากฏว่าต่างชาติเขาไม่สนใจเลย เพราะอะไร แล้วจะด้วยสาเหตุอะไรที่มีข่าวคราวออกมาว่า Tesla Microsoft จะมาลงทุนในบ้านเราในอนาคตอันใกล้นี้ มีอะไรที่จะดึงดูดความสนใจเขาได้ เรามีการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วมากน้อยขนาดไหน ณ ขณะนี้จึงยังไม่เห็นศักยภาพของเครื่องยนต์ส่งออกได้เลย จะมีเพียงแค่ว่าราคาสินค้าเกษตรกลุ่มยางดีขึ้นมาก แต่ก็เป็นเพียงสัดส่วนที่ลดลงเรื่อยๆเนื่องจากปริมาณความต้องการและพื้นที่การผลิตที่ลดลง รัฐบาลเคยคิดที่จะส่งเสริมจริงจังแต่ก็เป็นเสมือนไฟไหม้ฟาง มาเป็นช่วงๆ ทั้งๆที่เรื่องอุตสาหกรรมยางต้นน้ำและปลายน้ำ ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง

เครื่องยนต์ตัวถัดมาคือการบริโภค ซึ่งตรงกับโจทย์การกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน คำถามอยู่ที่ว่าการกระตุ้นแบบกระเป๋าเงินดิจิทัล มันจะเป็นการสร้างการบริโภคที่ตรงกับวงจรต้นน้ำในระบบเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะวงจรต้นน้ำมักจะต้องเป็นการผลิตเพื่อเป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตในขั้นต่อๆมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัตถุดิบการเกษตร หรือวัตถุดิบเพื่อเป็นวัสดุ สสารต้นน้ำในการผลิต และแปรรูป หาใช่การแจกเงินเพื่อให้ประชาชนนำไปบริโภคแบบครัวเรือน และการกระตุ้นที่ต้นน้ำจะทำให้เกิดการหมุนของเม็ดเงินจำนวนรอบที่มาก ประกอบกับการจ้างงานก็จะทำให้เกิดการหมุนของเม็ดเงินจำนวนมากรอบ ตกลงตรงกับวัตถุประสงค์ของกระเป๋าเงินดิจิทัลไหม คิดเอาเองครับ

เครื่องยนต์อีกตัวคือการลงทุนการใช้จ่ายภาครัฐ จริงๆมันมีโครงการจำนวนมากที่อยู่ใน backlog ของรัฐบาลทั้งในอดีตผูกพันมาถึงปัจจุบัน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟไทยจีน โครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการพัฒนาท่าเรือบก โครงการพัฒนาสนามบินและฮับการบิน คำถามก็มีออกมาว่าโครงการเหล่านี้มีโครงการไหนได้รับการเร่งรัดและสานต่อบ้าง นอกจากโครงการเช่น มอเตอร์เวย์บางสายเช่น บางปะอิน-โคราช ทางยกระดับพระรามสอง และการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ถามว่าพอไหมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำไมไม่สานต่อโครงการพวกนี้ เร่งรัดให้เสร็จเป็นรูปธรรมอย่างมีนัยต่อระบบเศรษฐกิจ แต่หากผนวกรวมโครงการเช่น Landbridge ระนองชุมพร ที่เป็นโครงการเมกกะโปรเจค ขนาดกว่าหนึ่งล้านล้านบาทก็จะมีนัยแน่นอน แต่ว่า…

คำถามเกิดขึ้นตามมามากมาย ว่าการเซฟระยะทางขนส่งสินค้าจำนวน 4 วัน ทำให้ลดต้นทุนการขนส่งลงประมาณร้อยละ 15 จะคุ้มค่าไหมเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มจากการยกตู้และขนถ่ายไปยังอีกฝั่งและยกลงเรือที่อีกท่า เพราะโมเดลโครงการนี้จะต้องเป็นการขนถ่ายแบบ transshipment เท่านั้นถึงจะได้จำนวนตู้สินค้า 12-13 ล้าน TEU ถึงจะคุ้มค่าโครงการได้ (หากเป็นการขนส่งจากการผลิตเพื่อนำเข้าส่งออกจากพื้นที่หลังท่า จำนวนตู้จะน้อยลงสามเท่า (ย่อมไม่คุ้มค่าการเงินแน่นอน) และหากเป็นการขนถ่ายแบบขนย้ายตู้สินค้าทั้งหมดไปอีกฝั่ง นั่นหมายความว่า จะต้องมีเรืออีกฝั่งที่จะต้องมาขนถ่ายสินค้าเพื่อรอรับตู้สินค้าที่จะเดินทางต่อ ถามว่าเรืออีกฝั่งจะส่งสินค้าอะไรมาที่ชุมพร ซึ่งไม่ได้มีพื้นที่หลังท่าที่มีรูปแบบเศรษฐกิจหลากหลายเหมือนสิงคโปร์ อย่าลืมว่าเรืออีกฝั่งที่จะมารับสินค้าเขาคงไม่เดินเรือเปล่ามารับสินค้าใช่หรือไม่ แล้วจะต้องเป็นเรือขนาดใหญ่เช่นกัน ถามว่าเรามีพื้นที่หลังท่าที่ชุมพรจะรองรับเรือขนาดใหญ่แบบนั้นหรือ เศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนพัฒนาถึงขั้นจะมีท่าเรือศักยภาพสูงเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ได้แล้วหรือ ผมอยากจะเตือนให้เห็นภาพความเป็นจริงว่า เท็จจริงแล้วกรมเจ้าท่าเคยจ้างที่ปรึกษามาศึกษาท่าเรือชุมพรมาสองรอบแล้ว ผลปรากฏว่าไม่คุ้มค่าทั้งทางเศรษฐกิจและการเงิน ผมจึงยังมองไม่ออกเลยว่าจะเกิดโครงการเมกกะโปรเจคนี้ได้อย่างไรในอนาคตไม่ไกลนี้ พื้นที่หลังท่าที่ชุมพรยังดิบอยู่เลยครับ การสร้างท่าเรือนั้นยาก แต่การพัฒนาพื้นที่หลังท่ามันใช้เวลายาวนานมาก สรุปก็คือว่า ยังหาคำตอบไม่ได้ชัดเจนว่าเครื่องยนต์ไหนจะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ 5% ตามที่รัฐบาลคาดหวัง