ท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ‘มูเตลู’ ฮิตทั่วไทย ติดโผธุรกิจโดดเด่นแห่เปิดกิจการ

ท่องเที่ยวเชิงศรัทธา‘มูเตลู’ฮิตทั่วไทย
ติดโผธุรกิจโดดเด่นแห่เปิดกิจการ

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดเผยการวิเคราะห์ประเภทธุรกิจของไทยที่มีการเติบโตน่าสนใจช่วงไตรมาสแรกปี 2567 เทียบไตรมาสแรกปี 2566 พบว่า 5 ธุรกิจที่โดดเด่น ได้แก่

1.กิจกรรมด้านความบันเทิง เช่น กิจกรรมดนตรี งานศิลปะ การจัดตั้งใหม่เติบโต 64% ปัจจัยจากการขยายตัวของการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิง และกิจกรรมการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันที่เน้นความบันเทิง เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อขายสินค้าให้กับผู้บริโภค และในแง่มูลค่าทุนจดทะเบียนเติบโตถึง 777.23%

2.ธุรกิจขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ การจัดตั้งเติบโต 57.78% เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติที่ชอบความประณีต และไทยยังมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ เช่น ไม้ หวาย และยางพารา เป็นต้น ประกอบกับแรงงานไทยมีความประณีตและเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ และแง่มูลค่าทุนจดทะเบียนเติบโต 46.83%

Advertisement

3.ธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของยานยนต์ การจัดตั้งเติบโต 47.62% ซึ่งจะเติบโตตามปริมาณการจดทะเบียนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น ที่มีการตกแต่งอุปกรณ์เสริมต่างๆ ให้กับยานยนต์ เพื่อความสวยงามและการใช้งาน อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนทำให้ผู้บริโภคเลือกซ่อมแซมยานยนต์เดิม รวมทั้งการทดแทนอะไหล่หรือชิ้นส่วนยานยนต์ที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน แทนการซื้อยานยนต์ใหม่

4.กิจกรรมสปา การจัดตั้งเติบโต 35.59% เนื่องจากไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุต้องการกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ประกอบกับต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ชื่นชอบกิจกรรมสปาและสมุนไพรไทย และในแง่มูลค่าทุนจดทะเบียนเติบโต 30.29%

5.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด การจัดตั้งเติบโต 37.75% โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) กว่า 99% เนื่องจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จากอุปสงค์การท่องเที่ยวทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับมาตรการท่องเที่ยวของภาครัฐที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

ในข้อมูลยังพบว่า ไตรมาสแรก 2567 นอกจากธุรกิจด้านความบันเทิง ซึ่งเกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมของไทย เช่น ละครเวที นาฏศิลป์ การแสดงชนิดต่างๆ รวมทั้งดนตรีและมหรสพ จะมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจแล้ว ส่วนหนึ่งของซอฟต์พาวเวอร์ด้านศิลปวัฒนธรรมที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวและมีความนิยมสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ยังมีความเชื่อมโยงกับ ธุรกิจความเชื่อและความศรัทธา หรือธุรกิจสายมู ซึ่งเป็นอีก 1 ธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สำหรับธุรกิจได้เปลี่ยน “ความเชื่อความศรัทธา” ให้เป็นสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยนำศาสตร์สายมูมาใช้วางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด (Muketing : MU+Marketing) ทั้งการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการ โดยจัดแคมเปญให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มมากขึ้น ผ่าน อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ความเชื่อ หรือผู้มีชื่อเสียงมาสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมด้านอารมณ์/ความรู้สึกกับผู้บริโภค เช่น วอลเปเปอร์หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ที่มีรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือรูปไพ่ต่างๆ รวมถึงเครื่องแต่งกาย กระเป๋า ของใช้ของตกแต่งบ้าน เช่น ผ้าปูที่นอนที่นำสีมงคลตามวันเกิดเดือนเกิดและปีเกิดเข้ามาเป็นจุดขายทางการตลาด ยังมีกลุ่มเครื่องประดับต่างๆ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ที่มีการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพิฆเนศ ท้าวเวสสุวรรณ หินมงคลต่างๆ มาออกแบบดีไซน์ในรูปแบบแฟชั่น กลุ่มเครื่องสำอาง ที่นำทองคำปลุกเสกหรือว่านที่มีความเชื่อว่าเสริมสิริมงคลต่างๆ มาเป็นส่วนผสม อีกทั้งหมายเลขโทรศัพท์มงคล ที่มีกลุ่มตัวเลขมงคลที่ผู้ใช้มีความเชื่อว่าจะส่งพลังในด้านต่างๆ ให้กับผู้ใช้งาน รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร ได้นำศาสตร์ความเชื่อความศรัทธามาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การออกแบบให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ย การปรับเปลี่ยนสีของตัวบ้านและห้องต่างๆ ให้ถูกโฉลกกับผู้ซื้อ หรือการตกแต่งบ้านที่ตรงกับดวงชะตาของผู้บริโภค เป็นต้น

ปี 2562-2566 ธุรกิจด้านความเชื่อและความศรัทธามีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบในแต่ละปี โดยปี 2562 จดจัดตั้ง 11 ราย ทุนจดทะเบียน 15.4 ล้านบาท ปี 2563 จัดตั้ง 11 ราย ทุน 7.59 ล้านบาท ปี 2564 จัดตั้ง 20 ราย ทุน 13.41 ล้านบาท ปี 2565 จัดตั้ง 24 ราย ทุน 27.45 ล้านบาท และปี 2566 จัดตั้ง 33 ราย ทุน 26.88 ล้านบาท ขณะที่เดือนมกราคม-มีนาคม 2567 จัดตั้ง 12 ราย ทุน 7.51 ล้านบาท ผลประกอบการของธุรกิจ รายได้รวมของธุรกิจเปรียบเทียบในแต่ละปี โดยปี 2562 อยู่ที่ 24.28 ล้านบาท สินทรัพย์ 49.54 ล้านบาท กำไร 1.12 ล้านบาท ปี 2563 รายได้รวม 28.76 ล้านบาท สินทรัพย์ 47.31 ล้านบาท กำไร 1.52 ล้านบาท และปี 2564 รายได้รวม 61.28 ล้านบาท สินทรัพย์ 71.07 ล้านบาท ขาดทุน 1.86 ล้านบาท และปี 2565 รายได้รวม 148.99 ล้านบาท สินทรัพย์ 103.32 ล้านบาท ขาดทุน 1.7 แสนบาท

ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 ธุรกิจความเชื่อความศรัทธามีนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น 134 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 135.89 ล้านบาท เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) ทั้งหมด แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 108 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 26 ราย คิดเป็นสัดส่วน 80.60% และ 19.40% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ ตามลำดับ ในขณะที่ทุนจดทะเบียนรวม
แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 116.64 ล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 19.25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 85.83% และ 14.17% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ ตามลำดับ และทั้งหมดเป็นการลงทุนโดยสัญชาติไทย

แบ่งตามพื้นที่ตั้งธุรกิจ มีธุรกิจตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 62 ราย คิดเป็น 46.27% ของธุรกิจทั้งประเทศ และมีทุนจดทะเบียน 63.46 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ที่มีธุรกิจตั้งอยู่แบ่งตามภาค ได้แก่ ภาคกลาง 35 ราย ทุน 34.34 ล้านบาท ภาคตะวันออก 13 ราย ทุน 11.05 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 ราย ทุน 6.55 ล้านบาท ภาคเหนือ 7 ราย ทุน 2.99 ล้านบาท ภาคใต้ 6 ราย ทุน 14.40 ล้านบาท ภาคตะวันตก 4 ราย ทุน 3.10 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 26.12% 9.70% 5.22% 5.22% 4.48% 2.99% ของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเสริมว่า หลายจังหวัดใช้กระแสความเชื่อความศรัทธาเป็นไฮไลต์ท่องเที่ยวดึงรายได้เข้าท้องถิ่น เป็นการท่องเที่ยว “เชิงศรัทธา” โดยกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้น ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวเอเชีย ที่นิยมมาท่องเที่ยวเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทย เนื่องจากมีรากฐานทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาถือเป็นรายได้สำคัญสำหรับไทย สามารถกระจายรายได้สู่ธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าชุมชน
เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี

“ธุรกิจความเชื่อความศรัทธา (ศาสตร์มูเตลู) ได้รับความนิยมจากทุกกลุ่มอายุ โดยแต่ละกลุ่มอายุจะมีวิธีการ มูเตลูที่แตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มที่มีความเชื่อค่อนข้างสูงได้แก่ กลุ่ม Gen Z โดยการเข้าถึงข้อมูลส่วนใหญ่จะมาจากสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z ที่มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสูงสุดกว่าทุกช่วงกลุ่มวัย หากธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้า และส่งเสริมการตลาดได้ตรงกลุ่ม ย่อมส่งผลต่อโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้สูงขึ้นเช่นกัน” นางอรมนกล่าว

พร้อมกันนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยสถิติจัดตั้งบริษัทใหม่ในไตรมาสแรกปี 2567 ดังนี้ ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ไตรมาสแรก 2567 มีจำนวน 25,003 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 67,940.55 ล้านบาท โดย 3 ธุรกิจแรกจัดตั้งสูงสุด ได้แก่ 1.ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 1,957 ราย ทุน 4,193.26 ล้านบาท 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,907 ราย ทุน 8,093.65 ล้านบาท 3.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 1,093 ราย ทุน 2,302.26 ล้านบาท โดยทั้ง 3 ประเภทธุรกิจ คิดเป็น 7.83%, 7.63% และ 4.37% ของการจดทะเบียนรวม ซึ่งการจดทะเบียนจัดตั้งรวมกันของ 3 ธุรกิจในไตรมาสแรกปีนี้ รวม 4,957 ราย คิดเป็น 19.83% ของจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด และมีทุนจดทะเบียน 14,589.17 ล้านบาท คิดเป็น 21.47% เมื่อเปรียบเทียบรายไตรมาส พบว่าจัดตั้งธุรกิจรวมลดลง 1,179 ราย หรือ 4.50% เทียบไตรมาสแรก 2566 และทุนจดทะเบียนลดลง 271,645.88 ล้านบาท หรือ 79.99% ยังเป็นตัวเลขที่สูงเปรียบเทียบกับรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2557-2566) โดยเป็นรองเพียงยอดจดทะเบียนในไตรมาส 1/2566 เท่านั้น (ไตรมาส 1/2566 จดทะเบียน 26,182 ราย เนื่องจากมีการควบรวมของ 2 ธุรกิจใหญ่ด้านโทรคมนาคม และค้าปลีก)

โดยนางอรมนกล่าวในตอนท้ายว่า เศรษฐกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่อง การท่องเที่ยว การส่งออก และกิจกรรมในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จัดตั้งธุรกิจเป็นไปในทิศทางบวก โดยไตรมาส 1/2567 จัดตั้งธุรกิจสูงถึง 9 เท่า เปรียบเทียบกับจำนวนการเลิกกิจการ โดยไตรมาส 1/2566 จัดตั้งธุรกิจสูง 8 เท่า กรมจึงคาดว่าการจัดตั้งใหม่ครึ่งปีแรก 2567 มีแนวโน้มทิศทางบวก และมียอดรวม 46,000-50,000 ราย และส่งผลให้ทั้งปีนี้เติบโตได้ตามคาดการณ์ที่ 5-15% หรือจำนวนรวม 9-9.5 หมื่นราย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image