นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในงานเปิดตัวและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วม (เอ็มโอยู) โครงการเตรียมความพร้อมเอสเอ็มอี เพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดทำแผนการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ได้ภายใน 3 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว แหล่งเงินทุนหมุนเวียน ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ช่วยขยายตลาดและธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะปัญหาหลักหนึ่งของเอสเอ็มอี เมื่อเติบโตได้ระยะหนึ่งแล้วจะเปลี่ยนผ่านจากขนาดธุรกิจหนึ่งไปสู่อีกขนาด จะติดขัดเรื่องเงินทุน
“โครงการนี้มี 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.ให้ความรู้เอสเอ็มอีในการเข้าตลาด mai 2.ฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เอสเอ็มอีประเมินตนเอง จัดทำแผนเข้าสู่ตลาดฯ และ 3.คัดเลือกเอสเอ็มอีที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ให้คำปรึกษาเชิงลึกในการทำธุรกิจและการเข้าสู่ตลาด”นางสาวนิสากรกล่าว
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ขณะนี้มีเอสเอ็มอี 26 ราย อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมจะทยอยเข้าจดทะเบียนในตลาด mai โดยปี 2559 มีเอสเอ็มอี 3 รายที่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์mai ได้แล้ว เป็นกลุ่มธุรกิจภาคบริการ เช่น โลจิสติกส์
นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น รับเหมาก่อสร้าง อาหาร สุขภาพและบริการ ที่เข้าร่วมโครงการฯ ยื่นขอจดทะเบียนในตลาดฯ เอ็ม เอ ไอประมาณ 40-50 รายแล้ว คาดปีนี้จะมีผู้ประกอบการประสบความสำเร็จเข้าจดทะเบียนได้ 26 ราย คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ที่เปิดขายให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) กว่า 2 หมื่นล้านบาท สำหรับปีนี้มีเป้าหมายมูลค่าหุ้นไอพีโอของตลาด mai รวมกับตลาดหลักทรัพย์ SET สองตลาดรวมกัน 2.8 แสนล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ 2.5 แสนล้านบาท

