ตลาดอสังหาอ่วม ไร้สัญญาณฟื้น จี้รัฐลดดอกเบี้ยกระตุ้น รายกลางเบรกลงทุน ‘แสนสิริ’ ลุยไม่ยั้ง
เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ไตรมาสแรกของปี 2567 ยังน่าเป็นห่วง กำลังซื้ออ่อนแอตามภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงมีปัจจัยหลักจากอัตราดอกเบี้ยแพงและธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ยอดกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านมากกว่า 40% แต่มีบางโครงการที่อาจสูงกว่านี้
ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นโดยเร็ว ก่อนที่ตลาดจะซึมมากกว่านี้ ในขณะนี้กลุ่มราคาต่ำ 3 ล้านบาทน่าห่วง กู้ไม่ผ่านสูง ผู้ประกอบการต้องทำการขายวนไปหลายรอบ อย่างในพื้นที่กรุงเทพฯต้องขาย 2-3 รอบ แต่ต่างจังหวัดอาจจะมากกว่านี้
“สถานการณ์ไตรมาส 2 อยู่ในภาวะที่ไม่มีความชัดเจน ทั้งเศรษฐกิจะและอสังหาฯ ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง ชะลอเปิดโครงการ รอดูสถานการณ์อีกทั้ง ขณะที่แบงก์เข้มปล่อยกู้ให้โครงการมากขึ้น ซึ่งการลดดอกเบี้ยมีผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการและผู้ซื้อบ้าน ถ้าดอกเบี้ยแพง คนจะชั่งใจ เพราะมีภาระเพิ่ม ดังนั้นดอกเบี้ยนโยบายควรจะปรับลดลงได้แล้ว ถ้าช้าจะยิ่งทำให้การฟื้นตัวยิ่งยากขึ้น” นายอธิปกล่าว
นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า ประเมินไตรมาส 2 ตลาดอสังหาฯยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นตัว ขณะที่ยอดรีเจ็กต์เรตยังไม่ลดลงอยู่ที่ 30-40% ซึ่งบริษัทในครึ่งปีแรกจะชะลอเปิดโครงการใหม่ รอดูสถานการณ์ครึ่งปีหลัง และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐที่คาดหวังจะมี ถ้าไม่มีคงจะขอตัวยาว
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินการงานไตรมาสแรกปี 2567 มียอดขาย 12,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 8,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 4,000 ล้านบาท คิดเป็น 23% จากเป้ายอดขายทั้งปี 52,000 ล้านบาท ด้านยอดโอนอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท เป็นแนวราบ 7,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2,200 ล้านบาท จากโครงการบูก้าน พระราม 9-เหม่งจ๋าย, นาราสิริกรุงเทพกรีฑา, เศรษฐสิริ วัชรพล-เทพรักษ์, เอ็กซ์ที พญาไท และเดอะ เบส ขอนแก่น เป็นต้น
ส่วนไตรมาส 2 มีเปิดตัว 11 โครงการ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 7,800 ล้านบาท อาทิ เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน, เศรษฐสิริ รวมโชค ราคา20-35 ล้านบาทและแบรนด์ใหม่เอลซ์กับพินน์
“ไตรมาส 2 เราพยายามเปิดโครงการตามแผน เพราะซื้อที่ดินไว้แล้ว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจ ตลาดอสังหาฯ ยังซึมต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 ถ้าหากไม่มีมาตรการกระตุ้นคงซึมยาว อยากให้เร่งลดดอกเบี้ย เลิกLTV เพราะมีผลต่อกำลังซื้อ รวมถึงการที่แบงก์เข้มปล่อยกู้ ทำให้ลูกค้ากู้ไม่ผ่านยังสูง 40-50% ในส่วนของกลุ่ม 2-3 ล้านบาท ต้องนำกลับมาขายหลายรอบ และมีพรีแอฟปรู๊ฟก่อน แต่สัดส่วนลูกค้าซื้อเงินสดยังสูง 20-25%” นายอุทัยกล่าว
แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกนี้ คงเห็นหลายบริษัทระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เช่น ปรับขนาดโครงการที่จะเปิดตัวใหม่เล็กลง แทนการชะลอโครงการ เพราะบางบริษัทอาจจะชะลอ หรือเบรกไม่ทันแล้ว เนื่องจากวางแผนและซื้อที่ดินไว้แล้ว จึงต้องเดินหน้าต่อ

