เจ้าพ่อมอเตอร์โชว์ ห่วงโดนจีนกะซวก อุตฯยานยนต์ไทย แนะรบ.รักษาสมดุล
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์ มอเตอร์โชว์ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) โดยความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานมอเตอร์โชว์ ในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”
นายปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานว่า ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ตนเป็นห่วงในขณะนี้คือ เรื่องข่าวสารมีการเคลื่อนไหวเร็ว ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์มีการแข่งขันกันสูง ในขณะที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งตนในฐานะผู้จัดงานมอเตอร์โชว์ พยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตไปสู่แนวหน้าของโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเติบโตมาได้อย่างทุกวันนี้ เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการทุกบริษัท โดยเฉพาะญี่ปุ่น ค่ายญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอันดับ 1
ดังนั้นเราจึงต้องรักษาไว้ ตนจัดงานมอเตอร์โชว์มาจนถึงทุกวันนี้ ครั้งที่ 45 อยากให้เป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็น ตอนนี้ตนอายุ 81 ปีแล้ว แต่ยังอยากทำงานให้ประเทศไทยให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อไป ที่ผ่านมาค่ายรถยนต์จากหลายประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ยุโรป เข้ามาตั้งฐานการผลิตที่บ้านเรา ล่าสุดจีนก็มา แต่เป็นห่วงว่าจากนี้พื้นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะได้รับผลกระทบ ห่วงความไม่ยั่งยืน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเราทำมา 50 กว่าปีด้วยความยากลำบาก มีค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นยกตัวอย่างทั้งโตโยต้า อีซูซุ มิตซูบิชิ และอีกหลายค่าย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะปิกอัพส่งออกไปทั่วโลกรวมหลายล้านคันแล้ว
แต่อนาคตรถจากจีนเข้ามาแล้วจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกแบบนี้หรือไม่ ดังนั้นจึงอยากเตือนว่าอย่าลุ่มหลงจนเกินไป ระวังอาจโดนจีนกะซวกได้ในอนาคต ทั้งที่พื้นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเราดีอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าไปลุ่มหลง เราต้องดูว่าใครที่เป็นพันธมิตรกับเราจนทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมั่นคงอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทยในช่วงแรก ตนเคยมีโอกาสได้เดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นช่วงที่มีการย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ไม่งั้นค่ายรถยนต์ทั่วโลกคงไม่เกรงใจไทยเหมือนทุกวันนี้ ตนจัดงานมอเตอร์โชว์มีผู้เข้าชมครั้งละเป็นล้านคน เป็นเรื่องจริงที่เห็นและจับต้องได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญเราต้องรู้ทันสิ่งที่เห็น ตอนนี้สิ่งที่ตนกลัวคือ รู้ไม่ทันสิ่งที่เกิดขึ้น
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า ปี 2567 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยรวม 1.9 ล้านคัน เติบโตจากปีที่ผ่านมา 3.17% แบ่งเป็นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7.5 แสนคัน ส่งออก 1.15 ล้านคัน จักรยานยนต์คาดการณ์การผลิต 2.12 ล้านคัน เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 0.03% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี มียอดจดทะเบียนรวม 1-1.2 แสนคัน และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อยากให้รัฐบาลมองภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด ไม่ใช่ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียว เพราะประเทศไทยมีอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องสันดาปภายในหรือไอซีอีที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้ส่งเสริมแบบเป็นคู่ขนานกันไป นอกจากนี้อยากให้มีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดชะงัก เพื่อความเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” นายสุวัชร์กล่าว
น.ส.สาวิตรี แก้วพวงงาม ประธานคณะทำงานด้านรถจักรยานยนต์ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2567 คาดว่าตลาดจักรยานยนต์ในประเทศจะมียอดขายประมาณ 1.7-1.75 ล้านคัน ลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุเพราะปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากด้านไฟแนนซ์มีความเข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน เช่น เมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย การเร่งความเร็วอาจทำได้ไม่ดี ยังมีเรื่องข้อจำกัดของแบตเตอรี่เล็ก วิ่งระยะทางได้น้อย บริการหลังการขายยังมีน้อย และเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานของจักรยานยนต์ ทำให้ลูกค้ายังไม่ค่อยมั่นใจ ส่วนแบ่งการตลาดจึงอยู่แค่ประมาณ 1% ของตลาดจักรยานยนต์รวมเท่านั้น
“สำหรับข้อเสนอแนะของทางสมาคมเกี่ยวกับการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ เราเห็นด้วยกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่มีหลายทางเลือกที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ตอนนี้รัฐบาลกำลังเร่งส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นเมกะเทรนด์ ถือว่ารัฐบาลทำถูก แต่อยากให้บาลานซ์ รักษาสมดุลในการส่งเสริมแต่ละด้าน สิ่งสำคัญอยากให้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องให้รอบด้านก่อนจะเดินหน้านโยบายต่างๆ เพราะบางครั้งหากเดินเร็วไป ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาจปรับตัวไม่ทัน อาจได้รับผลกระทบ และบางเรื่องเรายังไม่ได้คุยกันเลย เช่น การรีไซเคิลซากรถหรือแบตเตอรี่ที่จะเกิดขึ้นจำนวนมากในอนาคต ดังนั้นเราจึงน่าจะต้องมาหารือกันก่อน มาช่วยกันคิดให้รอบคอบก่อนจะเดินหน้าเรื่องต่างๆ” น.ส.สาวิตรีกล่าว

