ประเสริฐ เรียกทุกหน่วยลุยล้างภัยไซเบอร์ 9 เม.ย. บช.ก.โชว์คืนเงินเหยื่อแก๊งคอล 13 ล.

5.04.24 | 06:43 น.

‘ประเสริฐ’ เรียกทุกหน่วยลุยล้างภัยไซเบอร์ 9 เม.ย. ‘บิ๊กต่าย’ เร่งปราบใน 30 วัน บช.ก.โชว์คืนเงินเหยื่อแก๊งคอล 13 ล.


เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เรียก พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) เพื่อหารือแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากนั้น นายประเสริฐแถลงข่าวว่า ตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ภายใน 30 วัน รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ จึงมีการประชุมในวันนี้ได้ข้อสรุปว่า 1.การกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ กระทรวงดีอีจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารต่างๆ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกวาดล้างซิมม้า บัญชีม้า โดยจะมีการประชุมหน่วยงานทั้งหมด ในวันที่ 9 เมษายน 2.ที่ประชุมได้มีแผนแก้ปัญหาการซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ตรงปก โดยจะกำหนดให้มีการชะลอการจ่ายเงิน เพื่อผู้ซื้อได้ตรวจสอบสินค้าก่อน และจะให้ ก.ล.ต.เข้ามาดูเรื่องการโอนเงินให้เป็นแบบคริปโทเคอร์เรนซี และดูระเบียบการส่งข้อมูล sms เพราะหลายอย่างเกี่ยวกับข้อมูลมิจฉาชีพ

นายประเสริฐกล่าวว่า 3.จะมีการพูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ เกี่ยวกับการเปิดบัญชีออนไลน์ เพราะบัญชีม้าส่วนใหญ่เป็นบัญชีออนไลน์ บางคนเปิดถึง 20 บัญชี ต้องกำหนดว่าหากใครเปิดบัญชีเกินความจำเป็น ต้องมีการตรวจสอบ 4.การตัดเสาสัญญาณบริเวณชายแดนที่ต้องร่วมมือกันระหว่าง กสทช. ตำรวจ ทหาร และกระทรวงดีอี ในการกวาดล้างบริเวณชายแดนทั้งหมด ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังพบเสาสัญญาณอยู่ แม้จะดำเนินการในเบื้องต้นไปแล้ว แต่ปรากฏว่ามีเสาเถื่อนตั้งขึ้นมาแทน โดยหลังจากนี้จะไปสํารวจแนวชายแดนทั้งหมด และให้เจ้าหน้าที่ทหารและตํารวจมาช่วย และในวันที่ 9 เมษายน ก็จะเชิญทางโอเปอเรเตอร์มาพูดคุยด้วย หากพบการลักลอบใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตผิดกฎหมาย จะดำเนินการตัดสัญญาณทันที 5.จะประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงประเทศจีน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.)ประชุมขับเคลื่อนการทำงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร.เข้าร่วมประชุม

Advertisement

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกกองบัญชาการต้องเดินหน้าป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทั้งการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ การขายสินค้าผิดกฎหมายทางออนไลน์ ให้สร้างผลงานเชิงรุกอย่างจริงจัง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภาย โดยจะมีการตรวจสอบวัดผลการปฏิบัติงานในทุกกองบัญชาการในระยะเวลา 1 เดือน ทั้งนี้ ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานเดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ห้ามเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไป คืนความเชื่อมั่นศรัทธาและเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยแท้จริง

ต่อมา ที่ บช.ก. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ AOC ร่วมประชุมและร่วมหารือมาตรการป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด และตัวแทนธนาคาร โดยมีนายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข ผู้แทนประธานสมาคมธนาคารไทยเข้าร่วม ภายหลังการประชุมนายพงษ์สิทธิ์ พร้อม พล.ต.ท.จิรภพ นำเช็คเงินสด จำนวน 4 ใบ มูลค่าร่วม 13 ล้านบาท มามอบคืนให้ ผู้เสียหายแต่ละราย โดยหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือการปลอมผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน โดยทักแชตหาลุงวัย 70 ปี เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำการลงทุน จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปลงทุน โดยผ่านบัญชีของบริษัทหนึ่งในนามนิติบุคคล สูญเงินไปร่วม 10 ล้านบาท