ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.73 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงเล็กน้อย’
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.73 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.71 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.60-36.80 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และประเมินกรอบ 36.50-37.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ
นายพูนกล่าวว่า โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ sideways (แกว่งตัวในช่วง 36.63-36.76 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ และจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้แรงหนุนจากความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ย หลังบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างย้ำจุดยืน เฟดไม่ควรรีบลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมั่นใจแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสามารถกลับเข้าสู่เป้าหมายได้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเช่นกัน
สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาด จะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยเฉพาะถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งจะมีกำหนดในช่วงหลังตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพื่อประเมินว่า เจ้าหน้าที่เฟดจะมีการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายการเงินเฟดอย่างไรบ้าง หลังรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ
“ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมีนาคม เพื่อประเมินแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ของการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในปีนี้”นายพูนกล่าว
นายพูนกล่าวว่า สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านที่ประเมินไว้ แถว 36.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในช่วงก่อนทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนนี้ (เวลาราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) เนื่องจาก ปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่ายังคงมีอยู่ ทั้ง ความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ที่หนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง รวมถึงการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ที่กดดันเงินบาทผ่าน แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่อาจเพิ่มขึ้น จากการนำเข้าพลังงาน รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ที่อาจทำให้เฟดยิ่งไม่รีบลดดอกเบี้ย และทำให้เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุน
นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายหุ้นไทยได้บ้าง แต่แรงขายหุ้นไทยอาจไม่ได้รุนแรง เพราะนักลงทุนต่างชาติได้ขายมาอย่างต่อเนื่องไปพอสมควร อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดอาจรอจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนนี้ก่อน ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ การย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก่อนหน้า อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วน กลับเข้าซื้อบอนด์ไทยได้บ้าง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับรายงานอัตราเงินเฟ้อของไทย ว่าจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจได้แรงหนุนอยู่บ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นใกล้โซน 151 เยนต่อดอลลาร์ ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ทำให้ เงินเยน (JPYTHB) ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 24 บาทต่อ 100 เยน อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยขายเงินเยนได้บ้าง ซึ่งอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ นอกจากนี้ ในช่วงโซน 36.75 บาทต่อดอลลาร์ ขึ้นไป เรายังเห็นแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาดอยู่ ทำให้เงินบาทอาจยังไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านที่ประเมินไว้ หากไม่มีปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ เพราะหากข้อมูลออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ก็จะส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่ยาก ซึ่งจะกดดันทั้งราคาทองคำ และเงินบาท โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซน 36.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ และการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้ เงินบาทอ่อนค่าลงต่อทดสอบโซน 37 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน หากผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดลงบ้าง เราคาดว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เพราะผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์หน้าอยู่ ทำให้โซนแนวรับของเงินบาทก็อาจยังอยู่แถว 36.50-36.60 บาทต่อดอลลาร์
“เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”นายพูนกล่าว

