เงินเฟ้อติดลบ 0.47% ต่อเนื่อง 6 เดือนติด ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่บวกสุด 1.0%
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือนมีนาคม 2567 เท่ากับ 107.25 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.47% เทียบกับเดือนมีนาคม 2566 ที่เท่ากับ 107.76 โดยเป็นการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 กระทรวงพาณิชย์ จึงปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 จากเดิมระหว่างติดลบ 0.3% ถึง 1.7% (ค่ากลาง 0.7) เป็นระหว่างติดลบ 0.0% ถึง 1.0% (ค่ากลาง 0.5) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าจะมีการทบทวนต่อไป
“ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2567 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สูงขึ้น 0.03% ตามการสูงขึ้นของหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม บวก 0.15% ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.13% ตามการลดลงของเนื้อสุกร ไก่ย่าง ไข่ไก่ ไข่เป็ด ครีมเทียม ขนมปังปอนด์ อาหารจากธัญพืช และขนมอบ
สำหรับสินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ผักสด (มะนาว แตงกวา ถั่วฝักยาว) ผลไม้ (ส้มเขียวหวาน สับปะรด ฝรั่ง) น้ำหวาน และอาหารเช้า โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยไตรมาสแรกของปี 2567 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 ลดลง 0.79% เทียบช่วงเดียวกันปี 2566 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 ลดลง 0.21%” นายพูนพงษ์กล่าว

นายพูนพงษ์กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงนั้น เป็นการปรับลดลงตามราคาอาหารสด ทั้งเนื้อสุกร และผักสด เนื่องจากผลผลิตในตลาดมีจำนวนมาก และฐานราคาเดือนมีนาคม 2566 อยู่ในระดับสูง รวมถึงมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐที่ยังคงดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ เสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเสื้อผ้าเด็ก สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น
รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล อาทิ ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว แป้งผัดหน้า ราคาปรับลดลง สินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อาทิ ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี ยาแก้ปวดลดไข้ ยาลดกรดในกระเพาะ ค่าตรวจรักษาคลินิกเอกชน ค่าทัศนาจรในประเทศและต่างประเทศ บุหรี่ สุรา และไวน์ โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้นร้อยละ 0.37 เทียบช่วงเดียวกันปี 2566 ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่สูงขึ้น 0.43%
นายพูนพงษ์กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของไทย ลดลง 0.77% ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 4 จาก 136 เขตเศรษฐกิจ ที่ประกาศตัวเลข และยังคงต่ำที่สุดในอาเซียนจาก 7 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (สปป.ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย)

นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 2/2567 มีแนวโน้มสูงขึ้นจากไตรมาสแรกของปี เนื่องจาก
1.ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
2.อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่า
3.ฐานค่ากระแสไฟฟ้าที่ต่ำในปี 2566 โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม 2566 เนื่องจากรัฐบาลมีการดำเนินมาตรการลดราคาค่ากระแสไฟฟ้าค่อนข้างมาก
4.การปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ราคาสินค้าในหมวดที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่มีปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ได้แก่
- ฐานที่สูงของราคาเนื้อสุกรและผัก รวมทั้งราคาในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก
- เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์เดิมในช่วงต้นปี
- การแข่งขันที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมทั้งการเติบโตของการค้าอีคอมเมิร์ซ ทำให้มีการใช้นโยบายส่งเสริมการค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะการปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมีนาคม 2567 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 54.1 จากระดับ 54.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 16 (ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565) โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับลดลงมาอยู่ระดับ 46.1 จากระดับ 46.4 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) คงที่ อยู่ระดับ 59.5 ปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
โดยรวมยังอยู่ในช่วงความเชื่อมั่น คาดว่ามาจาก
1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
2.ภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง
3.ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น อาทิ ข้าวและยางพารา ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมทั้งความกังวลของประชาชนที่มีต่อภาระหนี้สินและกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

