ผู้ประกอบการกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวดอกเบี้ยแพง แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ฉุดดัชนีตลาดอสังหาวูบ
เมื่อวันที่ 6 เมษายน นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่าภาพรวมทั้งปี 2566 ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ของประเทศไทย มีค่าเท่ากับ 87.3 ลดลงร้อยละ 4.8 เมื่อเทียบกับปี 2565 และต่ำกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ที่ 89.8 เล็กน้อย โดยได้รับผลกระทบจากการที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2566 มีการขยายตัวขึ้นเพียงร้อยละ 1.9 ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2565 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.5
นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2567 คาดว่ายังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่อาจจะชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การยกเลิกมาตรการผ่อนปรน LTV ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงมีอัตราส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 90 ของจีดีพี ที่ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยและการขอสินเชื่อ ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยลง เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดและอาจเข้มงวดมากขึ้นกว่าปีก่อน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงจากปี 2566 เล็กน้อย โดยจะปรับลงมาอยู่ที่ 86.6 จุด หรือลดลง ประมาณร้อยละ 0.8 สำหรับกรณีฐาน Base Case
“คาดว่าเป็นการปรับตัวลดลงจากปัจจัยในดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ในด้านยอดขาย ด้านผลประกอบการ ของผู้ประกอบการ เนื่องจากมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว “นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับด้านอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และอุปทานด้านพื้นที่อนุญาตก่อสร้างอาจจะปรับตัวขึ้นมาดีขึ้นจากปี 2566 เล็กน้อย แต่อุปทานที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนอาจจะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อยจากอุปทานที่ยังมีอยู่มากในตลาดและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แต่อย่างไรก็ตาม หากปัจจัยเหล่านี้มีผลออกมาเป็นผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามกรณีฐาน อาจจะมีผลให้ดัชนีปรับเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 95.3 หรือ ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 9.1 แต่ในทางกลับกัน หากปัจจัยเหล่านี้กลับมีผลเป็นลบที่แรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในสมมติฐานตามกรณีฐาน ดัชนีฯ ก็อาจจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 77.9 หรือลดลงได้ถึงร้อยละ 10.7
นายวิชัยกล่าวว่า หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงค่าดัชนี จะเห็นได้ว่า หลังจากมีโควิดตลาดอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงต่ำสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 และมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ต่อมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2567 ที่มีการยกเลิกการผ่อนปรน มาตรการ LTV ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงมากขึ้น และปัญหาหนี้ครัวเรือนมีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศศชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในแต่ละไตรมาสมีทิศทางปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 3 และ 4 ปี 2566 ที่ปรับตัวลงอย่างมาก และคาดว่าได้ส่งผลให้ตลาดไตรมาส 1 ปี 2567 ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ๆ ยังคงซบเซาต่อเนื่อง
“โดยทุกภาคส่วนหวังจะได้เห็นปัจจัยบวกใหม่ ๆ เกิดขึ้นในไตรมาส 2 หรือ ไม่เกินไตรมาส 3 ปี 2567 เพื่อจะดึงให้ภาพรวมทั้งปีมีการขยายตัวขึ้นจากปี 2567 ได้”นายวิชัย กล่าว


