“เงินบาทแข็งค่า ขณะที่ หุ้นไทยปรับลดลง ท่ามกลางความกังวลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์”
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งครั้งใหม่ที่ 35.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลกับผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศ และการแสดงความเห็นในเรื่องค่าเงินของประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ สัญญาณที่ไม่ชัดเจนของจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ก็เพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ สวนทางกับทิศทางเงินบาทที่ได้รับแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับในวันศุกร์ (3 ก.พ.) เงินบาทอยู่ที่ 35.06 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าเมื่อเทียบกับระดับ 35.29 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ม.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.00-35.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาการตอบรับของตลาดในช่วงต้นสัปดาห์ต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ สัญญาณเกี่ยวกับนโยบายประธานาธิบดีทรัมป์ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ช่วงต้น) เดือนก.พ. ดัชนีราคานำเข้า/ส่งออกเดือนม.ค. สต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนธ.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนอาจรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนม.ค. ของจีน และผลการประชุมกนง.ของไทย (8 ก.พ.) ด้วยเช่นกัน
ส่วนดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงจากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,582.95 จุด ลดลง 0.49% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ลดลง 11.66% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 50,710.28 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 641.68 จุด ลดลง 0.34% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยทรงตัวในวันจันทร์ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงขายทำกำไรก่อนการประชุมเฟด ขณะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวังการลงทุน เพื่อรอประเมินท่าทีของนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่มีการออกคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นในวันศุกร์จากแรงหนุนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.พ.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,570 และ 1,560 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,595 และ 1,610 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ พัฒนาการของการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจีน หลังจากทางการจีนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการค้า และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้อมูลการค้าของจีน และจีดีพีไตรมาส 4/59 ของญี่ปุ่น

