พาณิชย์ คาดสงกรานต์ฟีเวอร์ ดันใช้จ่ายไทยเที่ยวไทย สะพัด 4.7 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเดือนมีนาคม 2567 จำนวน 4,728 ตัวอย่าง ครอบคลุมประชาชนทุกอำเภอทั่วประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ พบว่า ประชาชนมีแผนการเดินทางในช่วงวันหยุดสงกรานต์ในปีนี้เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2565 อย่างชัดเจน จังหวัดปลายทางยอดนิยมคือ ชลบุรี เชียงใหม่ และ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองหลักที่จะเตรียมจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567”
นอกจากนั้น การจับจ่ายใช้สอยในส่วนของกลุ่มกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นจากปี 2565 เล็กน้อย และมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงที่สุด ทั้งนี้ สนค.คาดการณ์ยอดค่าใช้จ่ายเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 จะมีไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท โดยมีรายละเอียดผลการสำรวจ ดังนี้
ประชาชนที่มีแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีสัดส่วนร้อยละ 25.81 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด แบ่งเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัด ร้อยละ 23.49 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่มีร้อยละ 10.68 สำหรับจังหวัดปลายทาง 5 อันดับแรก ใกล้เคียงกับผลสำรวจปี 2565 คือ (1) ชลบุรี (2) เชียงใหม่ (3) กรุงเทพฯ (4) ขอนแก่น และ (5) ภูเก็ต ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ มีเพียงร้อยละ 2.32
สำหรับผู้ที่ไม่มีแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในภาพรวมให้เหตุผล 3 อันดับแรก คือ (1) ประหยัดค่าใช้จ่าย (ร้อยละ 47.55) (2) ไม่ชอบเดินทาง (ร้อยละ 26.46) และ (3) ดูแลครอบครัว (ร้อยละ 19.10)
ยานพาหนะที่นิยมใช้เดินทางไปต่างจังหวัด 3 อันดับแรก คือ (1) รถส่วนตัว (ร้อยละ 76.03) ซึ่งได้รับความนิยมสูงในทุกระดับรายได้ (2) รถทัวร์ (ร้อยละ 7.62) ซึ่งจะนิยมใช้ในกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 10,001-30,000 บาท/เดือน และ (3) เครื่องบิน (ร้อยละ 5.52) ซึ่งจะนิยมใช้ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน
วงเงินที่คาดว่าจะใช้จ่ายตลอดการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในภาพรวมประชาชนที่มีแผนเดินทางคาดว่าจะใช้จ่าย (1) ระหว่าง 2,000-5,000 บาท/คน (ร้อยละ 36.17) ตามด้วย (2) ระหว่าง 5,001-10,000 บาท/คน (ร้อยละ 33.17) (3) ระหว่าง 10,001-20,000 บาท/คน (ร้อยละ 15.93) และ (4) มากกว่า 20,000 บาท (ร้อยละ 6.51) สำหรับการพิจารณาตามระดับรายได้ พบว่า
(1) กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน สัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 47.47) คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 2,000-5,000 บาท/คน รองลงมาคือระหว่าง 5,001-10,000 บาท (ร้อยละ 25.35)
(2) กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001-30,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 5,001-10,000 บาท (ร้อยละ 37.54) รองลงมาคือระหว่าง 2,000-5,000 บาท/คน (ร้อยละ 36.68)
(3) กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 30,001-50,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่าย 5,001-10,000 บาท/คน (ร้อยละ 30.43) รองลงมาคือระหว่าง 10,001-20,000 บาท/คน (ร้อยละ 26.81)
(4) กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 50,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่าย 10,001-20,000 บาท/คน (ร้อยละ 23.91) รองลงมาคือระหว่าง 5,001-10,000 บาท/คน (ร้อยละ 17.39)
เป็นที่น่าสังเกตว่า ระดับการใช้จ่ายที่สูงกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 22.44) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2565 (ร้อยละ 20.11) สะท้อนว่า การจับจ่ายใช้สอยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย สนค. คาดการณ์จากผลสำรวจว่า ยอดค่าใช้จ่ายเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มีแนวโน้มคึกคักมากขึ้น
ประเภทค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 3 อันดับแรก คือ
(1) ค่าอาหาร (ร้อยละ 37.69) ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง และระดับราคาที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 สะท้อนจากดัชนีราคากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในตะกร้าสินค้าที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ ที่ปรับลดลง ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 (เมื่อเทียบเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) ธ.ค.66 ลดลงร้อยละ 0.63 ม.ค.67 ลดลงร้อยละ 1.06 และ ก.พ.67 ลดลงร้อยละ 0.97) ตามด้วย
(2) ค่าเดินทาง (ร้อยละ 31.16) ซึ่งปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2565 (ร้อยละ 41.96) ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งคาดว่าในปี 2565 เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยเกิดความกังวลต่อประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ และดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง ในเดือนมีนาคม 2565 ที่ดำเนินการสำรวจครั้งก่อน อยู่ในระดับค่อนข้างสูงกว่าเดือนเดียวกันของปี 2567
(3) ของฝาก (ร้อยละ 13.97) ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2565 (ร้อยละ 16.31)
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายศาสนกิจ (ร้อยละ 0.90) ลดลงค่อนข้างมากจากการสำรวจในปี2565 (ร้อยละ 3.26)
นายพูนพงษ์กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่คนไทยนิยมเดินทางไปต่างจังหวัด ทั้งเพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัว และเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน สำหรับปีนี้คาดว่าจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมทุกปี ประกอบกับรัฐบาลโดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วนจะจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567” อย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศยาวต่อเนื่องถึง 21 วัน (วันที่ 1-21 เม.ย.67) นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังได้รับการประกาศจากยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งเชื่อว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างหนาแน่น โดยจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการหารายได้เสริม ในการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์เล่นน้ำ ของฝาก และของที่ระลึกในสถานที่จัดงาน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และริมเส้นทางถนนไปจังหวัดต่างๆ โดยคาดว่าจะเกิดการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้จำนวนมหาศาล
นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการจราจรทางถนนที่คาดว่าจะหนาแน่นมาก ภาครัฐได้บูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน โดยการจัดตั้งจุดตรวจ จุดอำนวยความสะดวก และจุดบริการ เพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัย สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตรวจมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันในจังหวัดต่างๆ แล้ว และจะตรวจสอบและติดตามสถานการณ์จำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างใกล้ชิด ทั้งในสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ สนามบิน รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าในทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจตลอดช่วงเทศกาลมงคลของปี 2567 นี้

