หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.ชี้ศก.เจอ...

ธปท.ชี้ศก.เจอหลุมอากาศทางการคลัง หลังใช้จ่าย รบ.ติดลบ ลุ้น Q2/67 อัดมาตรการหนุนศก.ฟื้น

10.04.24 | 17:26 น.

ธปท.ชี้เศรษฐกิจเจอหลุมอากาศทางการคลัง หลังใช้จ่าย รบ.ติดลบ ลุ้น Q2/67 อัดมาตรการหนุนศก.ฟื้นเต็มระบ


เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.ในวันที่ 10 เมษายน 2567 ว่า กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี โดย 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี โดยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นจากปีก่อน ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวที่ 2.6% ปรับลดลงจากกรอบการประมาณเดิมที่ 2.5-3% และปี 2568 อยู่ที่ 3.0%

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

นายปิติกล่าวว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงนโยบายการเงินมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนของปัจจัยที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น และจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ได้บ้าง

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนโดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคการส่งออก รวมทั้งผลของการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการดังกล่าวและพิจารณานโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า”นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจปี 2567 คาดจะขยายตัวที่ 2.6% ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน เฉลี่ยขยายตัวอยู่ที่ 3.5% เทียบกับปีก่อนที่ 7.1% การลงทุนภาคเอกชน อยู่ที่ 3.3% เทียบกับปีก่อนที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐบาลที่จะกลับมาในช่วงที่เหลือของปีนี้ การอุปโภคภาครัฐบาล เฉลี่ยขยายตัวอยู่ที่ 1.8% เทียบกับปีก่อนที่ติดลบ 4.6% การลงทุนภาครัฐบาล อยู่ที่ 1% เทียบกับปีก่อนที่ติดลบ 4.6%

นอกจากนี้ เศรษฐกิจได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 28.2 ล้านคน และประมาณรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ภาคการส่งออกมีแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวที่ 2% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.6% และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจะขยายตัวที่ 2.5%

นายปิติกล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.6% และปี 2568 อยู่ที่ 1.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ที่ 0.6% และปี 2568 อยู่ที่ 0.9% ตามการปรับลดลงของราคาอาหารสดบางกลุ่มเนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งจากราคากลุ่มพลังงานที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งหากหักผลของมาตรการดังกล่าว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปตลอดช่วงที่ผ่านมายังคงเป็นบวก

“อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นกลับเข้ากรอบเป้าหมายได้ภายในปลายปีนี้ โดยต้องติดตามปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน”นายปิติกล่าว

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

นายปิติกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แรงฉุดเศรษฐกิจเชิงวัฏจักรที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2566 และไตรมาส 1/2567 สาเหตุมาจากภาคการคลัง หรือเรียกว่าหลุมอากาศทางภาคการคลัง เนื่องจากงบประมาณปี 2567 ที่ออกมาล่าช้าทำให้เม็ดเงินโดยปกติจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลดลงไปเยอะ หากพิจารณาข้อมูลจากไตรมาส 4/2566 และไตรมาส 1/2567 มารวมกัน และนำไปเทียบกับช่วงที่รัฐบาลมีการเบิกจ่ายปกติ ซึ่งเม็ดเงินหายไปประมาณ 0.8% ของจีดีพี หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินที่ชะงักไปพอสมควร

ขณะเดียวกัน ในแง่งบลงทุนของภาครัฐบาลที่ส่งผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่ถ้าเป็นการจับจ่ายเชิงอุปโภคและบริโภค รัฐบาลสามารถใช้งบไปพลางก่อนได้ แต่ถ้าเป็นงบลงทุน ถ้าไม่มีงบประมาณใหม่เข้ามาจะลงทุนไม่ได้เลย สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนเมื่อขจัดตัวเลขเงินเฟ้อแล้ว โดยไตรมาส 4/2566 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า การลงทุนติดลบที่ 20.1% และไตรมาส 1/2567 ติดลบ 39.6% ถือเป็นการลดลงของภาครัฐที่ค่อนข้างเยอะ

”อย่างไรก็ตาม ข่าวดีเมื่องบประมาณได้ผ่านการพิจารณาแล้วซึ่งในไตรมาสที่ 2/2567 อาจจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเข้ามาพอสมควร รวมถึงจะมีมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตที่จะเป็นแรงสนับสนุนสนับสนุนเศรษฐกิจใน 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้“นายปิติกล่าว