หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอค้า คาดมา...

ม.หอค้า คาดมาตรการอสังหาฯ กระตุ้นจีดีพี 1.9% ชี้ถ้าธปท.ลดดอกเบี้ย ยิ่งหนุนคนซื้อบ้าน

10.04.24 | 17:31 น.

ม.หอการค้า คาด มาตรการอสังหาฯ กระตุ้นจีดีพี 1.9% ลดดอกเบี้ยยิ่งหนุนคนซื้อบ้าน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ อาทิ การปรับปรุงมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย สำหรับที่อยู่อาศัยราคา ไม่เกิน 7 ล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยที่ 2.2-3.4 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 1.3-1.9% ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับที่ภาครัฐบาลประเมินไว้ว่า จะกระตุ้นการขยายตัวของจีดีพีที่ 1.4-1.8%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังต้องดูปัจจัยอีกเรื่องสำคัญ คือ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะช่วยเสริมให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหามีผลดียิ่งขึ้น เพราะจะมีคนเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้มากขึ้น จากการที่ดอกเบี้ยถูกลง รวมทั้งอาจจะเกิดแรงทางจิตวิทยา ที่ สถานบันการเงินร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาฯ ออกโปรโมชั่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำลง

“ไม่ได้พูดว่าธปท.ต้องลดดอกเบี้ย แต่ถ้าลดก็จะช่วยให้เกิดผลที่ดีมากขึ้น โดยหากมีการลดดอกเบี้ยนั้น จะเป็นตัวเร่งให้มาตรการอสังหาฯ เริ่มเกิดผลตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 2 ปี 2567 นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ม.หอการค้า เคยประเมินว่า ถ้า ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้ 0.2-0.3%” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 10 เมษายนนั้น ม.หอการค้ามองว่า น่าจะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ย เนื่องจาก ธปท.ส่งสัญญาณมาตลอดว่า อัตราเงินเฟ้อที่นำราคาพลังงานออก จะยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% รวมทั้งที่เงินเฟ้อติดลบเป็นแค่การติดลบทางเทคนิคเท่านั้น และธปท.ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้น ภายใต้ภาวะที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2567 กำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้ และตลาดหลักทรัพย์ที่ออกมาระบุว่า หุ้นไทยบวก 25 จุด เพราะคนเชื่อว่างบประมาณก็กลับมาลงสู่ระบบตามปกติ ดังนั้นเศรษฐกิจไทยปี 2567 จึงอยู่ในขาขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และจะดีขึ้นในไตรมาส 3

Advertisement

เพราะฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 2.5% จึงยังเป็นอัตราที่เหมาะสม ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ อยู่ในกรอบที่หลายคนคาดการณ์ไว้ 2.7-2.8% ประกอบกับ อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยนั้น ถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน และอยู่ในกรอบที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียด้วย ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทยังอยู่ที่กรอบ 36-37 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าลดดอกเบี้ยผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ก็ยิ่งน้อยลง ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะเงินไหลออก

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน จากความไม่สงบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อิสราเอลกับฮามาส จึงยังมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อสูงอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในกรอบเป้าหมายหรือไม่ ถ้าไม่ลดลง ทางธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ก็อาจจะยังไม่ลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้