หน้าแรก เศรษฐกิจ เริ่มไตรมาส 4...

เริ่มไตรมาส 4 ! ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ แจกหมื่น 50 ล้านคน คลังแจงที่มาเงิน 3 แหล่ง

11.04.24 | 06:28 น.

‘เศรษฐา’ ถกบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ต เคาะแจก 1 หมื่น 50 ล้านคน เริ่มไตรมาส 4 คลังแจงที่มาเงิน 3 แหล่ง งบ 67-68 รวม ธ.ก.ส.ด้วย


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ต่อมาเวลา 11.30 น. นายเศรษฐา พร้อมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงผลประชุม

นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลมีความยินดีที่จะประกาศให้พี่น้องประชาชนทราบว่านโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ถึงวันที่รัฐบาลทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ส่งมอบนโยบายที่จะพลิกชีวิตของประชาชนได้ และที่สำคัญเป็นไปตามตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ รวมทั้งอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดประชาชนและร้านค้าสามารถลงทะเบียน ยืนยันตัวตนได้ในไตรมาส 3 และเงินจะส่งตรงถึงพี่น้องประชาชนในไตรมาส 4 ของปีนี้

Advertisement

นายเศรษฐากล่าวต่อว่า นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการใส่เงินในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและกระจายทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอย ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจที่จะขยายการลงทุน ขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้าที่มากขึ้น นำไปสู่การจ้างงานสร้างอาชีพและเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี เป็นการวางหลักฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่

นายเศรษฐากล่าวอีกว่า สำหรับความคุ้มค่าการดำเนินโครงการ จะให้สิทธิประชาชน 50 ล้านคน วงเงิน 5 แสนล้านบาท กำหนดให้ใช้จ่ายในร้านค้าที่กำหนดซึ่งจะเป็นการเติมเงินลงสู่ฐานรากจะส่งผลต่อการขยายตัวต่อเศรษฐกิจไทยร้อยละ 1.2-1.6

ขณะที่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการ คณะกรรมการได้กำหนด ดังนี้

1.กลุ่มเป้าหมายประชาชนจำนวนประมาณ 50 ล้านคน โดยจะมีเกณฑ์ได้แก่ผู้มีอายุเกิน 16 ปี ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปีภาษี และมีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินเฉพาะกิจรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท

2.เงื่อนไขการใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือการใช้จ่ายระหว่างประชาชนกับร้านค้า โดยใช้จ่ายเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอกำหนดให้มีการใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเท่านั้น กลุ่มที่ 2 การใช้จ่ายระหว่างร้านค้ากับร้านค้า จะไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่ และร้านค้าต่อร้านค้าที่มีการแลกเปลี่ยน ด้วยการใช้จ่ายเงินสามารถใช้จ่ายได้หลายรอบ

3.สินค้าทุกประเภทสามารถใช้จ่ายได้ ยกเว้นสินค้าอบายมุข น้ำมัน บริการ และออนไลน์ รวมถึงสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดขึ้น
นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า

4.สำหรับการใช้จ่ายโครงการจะใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นเอง โดยหน่วยงานของภาครัฐได้แก่ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายให้เป็น Super App ของรัฐบาล ด้วยการใช้งานจะต้องให้ใช้จ่ายได้กับธนาคารอื่นๆ ในลักษณะ Open loop จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ โครงสร้างและสามารถตอบสนองตรวจสอบได้

5.คุณสมบัติของร้านค้าที่สามารถถอนเงินสดจากโครงการ จะต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้น คือภาษีมูลค่าเพิ่ม/ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีรายได้บุคคลธรรมดาส่วนการถอนเงินสด ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันที

6.สำหรับระยะเวลาในการดำเนินโครงการประชาชนและร้านค้าสามารถเข้าร่วมโครงการได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ปลายเดือน และจะมีการเริ่มใช้จ่ายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567

นายจุลพันธ์กล่าวต่ออีกว่า 7.เพื่อป้องกันทุจริตและโครงการคณะกรรมการได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบ โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน มีผู้บัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นกรรมการ

8.มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับการดำเนินโครงการ โดยมีนายจุลพันธ์เป็นประธาน ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามเงื่อนไข และระเบียบ ที่ถูกต้อง รวมถึงประชาสัมพันธ์โครงการ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง ในฐานะคณะกรรมการนำมติที่ได้รับการเห็นชอบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไปภายในเดือน เมษายนนี้ ส่วนเงินที่จะเข้ากระเป๋าประชาชน 10,000 บาท จะเข้าล็อตเดียวเข้าครั้งเดียว

นายลวรณ กล่าวถึงแหล่งเงินที่ใช้ในโครงการ 5 แสนล้านบาทว่า จะใช้เงินจากงบประมาณจาก 3 แหล่ง สามารถบริหารจัดการผ่านกระบวนการงบประมาณได้ทั้งหมด โดยเป็นการจัดการงบประมาณปี 2567 และ 2568 ควบคู่กันไป 1.เงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท 2.การดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ (ธ.ก.ส.) 172,300 ล้านบาท 3.การบริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท ซึ่งมีเวลาที่รัฐบาลพิจารณาว่ารายการไหนสามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือใช้งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มาใช้เพิ่มเติมในส่วนนี้ได้ถ้าวงเงินไม่เพียงพอ ทั้ง 3 ส่วน รวมกัน 5 แสนล้านบาทพอดี

ทั้งนี้ ยืนยันว่า การดำเนินการเรื่องแหล่งเงินเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ ณ วันที่เริ่มโครงการจะมีเงินอยู่ 5 แสนล้าน ในวันเริ่มต้นโครงการ