เอกชนชี้แจกหมื่นรัฐบาลมาถูกทาง ร้านรายย่อยได้ประโยชน์ มองไม่ดีทั้งหมดแต่ไม่แย่ทั้งหมด
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เปิดเผยถึงกรณีมาตรการดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาท ว่า จากการชี้แจงของรัฐบาลและการอธิบายเพิ่มเติมหลังจากที่ได้หารือมาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งตั้งแต่รัฐบาลจะทำมาตรการนี้ก็มีพัฒนาการพอสมควร จากประเด็นแหล่งที่มาของเงินงบประมาณจะมาจากแหล่งใด ถ้ารัฐบาลทำได้ถูกต้องและไม่กระทบต่อรัฐบาลเอง กล่าวคือจะไม่สร้างปัญหาในอนาคต เรื่องแหล่งเงินทุนไม่ใช่ปัญหา สำหรับวิธีการแจกเงิน แม้ก้อนหน้านี้จะเคยมีคอมเมนต์จากหลายฝ่ายว่าควรแจกให้กับกลุ่มที่เดือดร้อน แต่ผลสรุปล่าสุดก็มีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขใหม่ เช่น กำหนดอายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปีภาษี และคนมีเงินฝากเกิน 5 แสนก็ไม่ควรได้ ซึ่งแนวทางเป็นไปตามความเห็นที่มีการแสดงไว้ก่อนหน้านี้
ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจด้านการหมุนเวียนของเม็ดเงิน วิธีการเริ่มชัดเจนว่ามาตรการนี้จะมีการหมุนเวียนของเงินอย่างน้อย 2-3 รอบขึ้นไป จากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมมาตรการใช้จ่ายภายในเขตพื้นที่ของตัวเอง แล้วร้านค้าที่เข้าโครงการจะนำเงินไปใช้จ่ายต่อรายใหญ่อีกครั้ง ซึ่งเห็นวิธีการปรับปรุงจากข้อกังวลต่างๆ แล้ว ดังนั้นมองว่ารัฐบาลมาถูกทิศทางแล้ว จากนี้จะผ่านขั้นตอนต่างๆ อย่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรอลุ้นอีกรอบว่าจะมีอะไรปรับเปลี่ยน หรือรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะการปรับก็เพื่อทำให้ทุกอย่างถูกต้องแล้วและต้องทำให้เปิดประโยชน์จริงๆ รวมถึงต้องเห็นภาพเศรษฐกิจที่เงินต้องหมุนเวียนจนทำให้เกิดผลบวกทางเศรษฐกิจ

ส่วนประเด็นที่รัฐบาลให้ร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีไม่สามารถนำเงินสดออกมาได้ แต่จะให้ใช้เงินกับร้านค้าขนาดใหญ่แทนนั้น มองว่าการปรับเปลี่ยนวิธีการของรัฐบาลก็เป็นไปตามการแสดงความคิดเห็นของหลายฝ่าย และรัฐบาลพยายามทำให้เกิดสมดุลมากที่สุด ซึ่งไม่ได้ดีไปหมดและไม่ได้แย่ไปทั้งหมดเช่นกัน จากที่ร้านค้าขนาดย่อยเข้าร่วมโครงการได้ประโยชน์ในการต่อเติมต้นทุน และนำเงินส่วนที่เหลือใช้จ่ายสินค้าอื่นๆ ตามเงื่อนไขได้ ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมมาตรการทำให้รัฐบาลเก็บข้อมูลร้านค้าได้ เผื่อในอนาคตร้านค้ารายย่อยจะเติบโตขึ้นมามากขึ้น และสนับสนุนการจัดเก็บภาษีรายได้เข้ารัฐบาลได้
“ร้านค้ารายย่อยไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจำนวนมาก เป็นร้านค้ารายย่อยมากๆ จริงๆ จึงไม่ได้เข้าข่ายในระบบฐานภาษี แต่ส่วนดีทำให้ร้านค้าเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการร่วมโครงการ แม้ไม่ได้เงินสดแต่สามารถใช้เงินซื้อต้นทุนทำธุรกิจได้ และใช้เงินซื้อสินค้าอื่นๆ ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด“นายวิศิษฐ์กล่าว
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า จากมาตรการจะได้ใช้จริงในไตรมาส 4/2567 แม้เศรษฐกิจจะมีตัวอื่นเข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่การที่มีมาตรการนี้จะช่วยบูสต์เศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม เงื่อนเวลาไม่ได้มาแบบตรงใจมากๆ ควรมาตอนนี้ไตรมาส 2/2567 เพราะเป็นช่วงเศรษฐกิจเงียบๆ แต่ทุกอย่างช้าไปหมด เพราะรัฐบาลต้องทำมาตรการให้ถูกต้องตามขั้นตอนตามกฎหมาย หากตัดสินใจโดยขาดการไตร่ตรองจะมีผลเสียตามมาในอนาคต เช่น เกิดการฟ้องร้องทางด้านกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้น ต้องแลกกับเงื่อนเวลาที่ล่าช้าออกไป เพื่อจะได้ใช้มาตรการนี้จริง

