นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) 8.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 7.5 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 3 ในอุตสาหกรรม มูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวมากกว่าเป้าหมาย 5% และโตจากปี 2558 ในอัตรา 22% โดยเพิ่มขึ้นจากกองทุนรวมที่เติบโต 33% มากกว่าอุตสาหกรรมที่โต 16.4% โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทมีแผนออกกองทุนเพิ่ม 10 กองทุนโดยเน้นจับจังหวะการออก ซึ่งในไตรมาสที่ 1 จะออกกองทุนซีแอลเอ็มวี และจีน ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ยังเน้นลงทุนตราสารที่ได้รับการจัดอันดับมากกว่า BBB ขึ้นไป ซึ่งในปีนี้ตราสารระยะสั้นยังเหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาหุ้นไทยถือว่าปรับตัวขึ้นโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในปี 2560 แม้ทางบริษัทมองว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสขึ้นต่อประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดัชนีปิดปี 2559 แต่จะโดดเด่นน้อยลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นที่ก่อนหน้านี้ดัชนีปรับลง เช่น ประเทศจีนและอินเดีย โดยเฉพาะจีนที่ปีนี้ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นแบบโดดเด่นจากราคาหุ้นที่อยู่ในระดับเริ่มถูก บริษัทจดทะเบียนมีอัตรากำไรดีขึ้น และเศรษฐกิจมีแนวโน้มโตดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติประเมินว่า นักลงทุนต่างประเทศจะยังเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทย เนื่องจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจเพราะได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวหนุนให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดีขึ้นตาม อีกทั้งประเทศไทยยังมีปัจจัยบวกในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่ตั้งงบประมาณกลางปี 2560 วงเงินถึง 1.9 แสนล้านบาท มีส่วนช่วยกระตุ้นจีดีพีมากถึง 0.5-1% จากปีก่อนหน้าที่เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว แต่ในปีนี้การท่องเที่ยวจะยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีแรกจากประเด็นเรื่องการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนจากปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายซึ่งจะทำให้จีดีพีไทยโต 3.5% สูงกว่าปี 2559 ที่โต 3.1% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงไว้ที่ 1.5% ตลอดทั้งปีและค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ มองว่าราคาทองคำในปี 2560 มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งมาแตะที่ระดับ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้ และคาดว่าทั้งปีจะให้ผลตอบแทนที่ 10% โดยปัจจัยหนุนราคาทองมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าไม่มากนัก เพราะหากแข็งค่าต่อเนื่องจะยิ่งเป็นผลลบต่อการส่งออก ส่วนราคาน้ำมันคาดว่าทั้งปีจะแกว่งตัวในระดับ 45-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

