หน้าแรก เศรษฐกิจ ทันตแพทย์ กฤต...

ทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ ผุดโมเดล อุไทย เฮอริเทจ คงมรดกทรงคุณค่า‘รุ่นสู่รุ่น’

22.04.24 | 12:15 น.

ทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ ผุดโมเดล อุไทย เฮอริเทจ คงมรดกทรงคุณค่า‘รุ่นสู่รุ่น’


ใครที่มีมรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อให้เกิดประโยชน์และลดภาระด้านภาษี ก็อยากให้มาฟังแนวคิดของ ทันตแพทย์กฤตพล พรพิบูลย์ เจ้าของและผู้บริหาร อุไทย เฮอริเทจ โฮเต็ลสวยคลาสสิกในซอยเล็กๆ ในตัวเมืองเงียบสงบอย่างจังหวัดอุทัยธานี

อุไทย เฮอริเทจ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองอุทัยธานี เดิมเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนเอกชน (ระดับมัธยมศึกษา) แห่งแรกของจังหวัดอุทัยธานี เปิดกิจการภายใต้ชื่อ “อุทัย วิทยาลัย” บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ครึ่ง ซึ่งต่อมารุ่น คุณปู่ (ควร พรพิบูลย์) ได้รับซื้อจากเจ้าของโรงเรียนและให้เช่าเพื่อดำเนินการต่อ จากนั้นกว่า 50 ปี จนปี 2560 ผู้เช่าได้เลิกกิจการอย่างถาวรตามสถานการณ์การแข่งขันสูงและคู่แข่งทางธุรกิจที่มีมาก

Advertisement

“ที่นี่ปล่อยร้างอยู่ 2 ปี จนปี 2562 ด้วยหลายเหตุผล ทั้งเรื่องภาษีที่ดิน และผมมีแนวคิดอยากใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวในอุทัยธานีเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากเคยเป็นจังหวัดที่คนเข้ามาพักจะเป็นเซลส์ขายของ ต่อมามีผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารชอบมาพักผ่อน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เจาะจงมาอุทัยธานีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการที่พักแบบเดิมก็เปลี่ยนไป ตอนแรก ผมคิดไว้หลายแนวทาง ไม่ว่าจะทำเป็นร้านอาหาร หรือหอพัก หรือสถานที่กวดวิชา แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้ ผมเรียนมาทางแพทย์ แล้วก็เสียดายหากจะทุบทิ้ง ทั้งอยู่ในแวดวงการท่องเที่ยว มีโอกาสเข้าอบรมในหลักสูตรเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติกโฮเต็ล กับสถาปนิกที่มีชื่อเสียงโดยตรง ด้วยปัจจุบันผมดูแลพญาไม้รีสอร์ต ที่พักในป่าใหญ่ริมแม่น้ำสะแกกรัง ใกล้เมืองอุทัยธานี ที่รอบล้อมด้วยธรรมชาติป่าต้นยางนาขนาดใหญ่ และครอบครัวก็เปิดบริการโรงแรมชื่อพิบูลย์สุขอยู่ด้วย จึงคิดหาความแตกต่างและความเหมาะสมที่สุดสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดที่ดินไม่มาก และมีอาคารเก่าของโรงเรียนสมัยเด็กที่น่าเสียดายหากจะต้องรื้อทิ้ง จึงตกผนึกทำเป็นบูติกโฮเต็ล ชูจุดขายการเป็นโรงแรมที่มีเรื่องราวของโรงเรียนเดิม พร้อมนำความเป็นมาของกิจการที่คุณปู่เคยทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าข้าว นำองค์ประกอบของยุ้งข้าวหลังเลิกทำโรงสีมาเป็นองค์ประกอบในโรงแรม เช่น ป้ายเดิมของโรงสีศรีเจริญ เมื่อเป็นโรงแรมที่ต้องการคงเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับโรงเรียน ก็ปรับปรุงและตกแต่งอาคารที่คงกลิ่นอายของโรงเรียน ทั้งเสาธง เคารพธงชาติทุกเช้า ลานสนามบอล ห้องสมุด และทุกอย่างที่เหมือนโรงเรียนสมัยก่อนที่เราคุ้นเคย”

ดังนั้น เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ก็เริ่มปรับปรุงอาคารดั้งเดิม ซึ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ด้วยเคยใช้เป็นสถานศึกษาระดับมัธยมตั้งแต่ปี 2500 บางส่วนผุพัง จำเป็นต้องรื้อไป และเลือกหาไม้เก่ามาเสริมบางจุด จากนั้นก็คิดคอนเซ็ปต์จุดขายความเป็นเฮอริเทจอย่างนานาชาติเขาทำกัน จึงตกลงใจพุ่งเป้าหมาย “รักษาความผูกพันของคนอุทัย ถ่ายทอดเรื่องเล่า ที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น”

ณ วันนี้ โครงสร้างอาคารคงความเป็นอาคารโรงเรียนที่มีอายุทำการตั้งแต่ปี 2500 เพียงแบ่งห้องเรียน 7 ห้องเรียน แยกผนังเป็น 2 ห้องนอน จึงได้ 14 ห้องนอน และมุมสองด้านของอาคาร ทำเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ รวมเป็นทั้งหมด 17 ห้องนอน และมีให้เลือก 8 รูปแบบ ยังมีการจัดสรรพื้นที่ห้องเรียนด้านล่างเป็นห้องอเนกประสงค์ ทั้งห้องอาหาร ห้องประชุมแบบเปิดโปร่งไว้เป็นที่สอนภาษา หรือ
จัดกิจกรรมขนาดเล็กสำหรับแขกที่เข้ามาพักเป็นคณะ ติดกระดานชนวนไว้หน้าห้อง แต่ละห้องตั้งชื่อเสมือนอยู่ในโรงเรียน อย่างห้องครูใหญ่ ห้องสมุด ห้องประวัติศาสตร์ ห้องคณิตศาสตร์ ภายในห้องสมุดเรียงรายด้วยหนังสือหายาก มีห้องประชุมใหญ่ที่เคยใช้เป็นห้องจัดกิจกรรม ทั้งการไหว้ครู ประชุมผู้ปกครอง งานเลี้ยงปีใหม่ ที่ต่อมาเคยเป็นสถานที่จัดสอนพิเศษ หรือแม้แต่ฉากทำเป็นโรงพัก ประกอบการถ่ายหนังเรื่องคืนบาป พรหมพิราม ก่อนที่โรงเรียนแห่งนี้จะปิดตัว ซึ่งบรรยากาศโครงสร้างอาคารและสถานที่ตั้งให้ย้อนรำลึกไปเมื่อกว่า 80 ปีก่อน โดยภายในอาคารยังเต็มไปด้วยภาพเก่าๆ เล่าเรื่องย้อนหลังมากมาย และป้ายรางวัลชนะเลิศ ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของเมืองไทย

“เดิมตั้งงบไว้ 10 ล้านบาท แต่พอสถาปนิกมาดู การตลาดต้องเปลี่ยน เพราะจะทำโรงแรมในเมืองแบบเดิมๆ ก็ไม่มีจุดขาย ก็มองเป้าหมายคนมาพักระดับผู้ใหญ่และมีรายได้ดี ที่ชอบธรรมชาติและความเงียบสงบ และอยู่ในตัวเมือง ส่วนชื่อ อุไทย เฮอริเทจ มาจากเราอบรม คิดทั้งระบบ คิดการตลาด แบรนดิ้ง คิดทั้งคอนเซ็ปต์ โดยมีบูทีคมืออาชีพ เน้นเอกลักษณ์ ความแตกต่าง และความสุนทรี การจะเรียกโรงแรมก็ต้องมีขนาดเพียงพอ มีจำนวนห้องนอนอย่างน้อยต้อง 40 ห้องขึ้นไป แค่ที่นี้ทำได้ก็แค่ 17 ห้อง ดังนั้น ต้องทำให้คนมาพักรู้สึกว่า ว้าว แนวคิดอนุรักษ์โรงเรียนจะทำอะไรบ้าง เรามีแนวคิดอะไร รากเราคือโรงเรียน โรงแรมจากโรงเรียน มีหลายเรื่องเล่า อนุรักษ์การศึกษา และจัดหนังสือวรรณกรรม จะเห็นได้ที่นี่”

สันทนาการสำหรับแขกที่เข้าพักที่นี่ ไม่แค่เต็มอิ่มไปกับบรรยากาศ ที่ผู้เขียนเองคิดถึงบรรยากาศเสมือนกลับไปเป็นนักเรียนประจำ เต็มไปด้วยกลิ่นอายวัยเด็ก ที่ตื่นมาเห็นเสาธงชาติ ชนิดอาหารและมีภาชนะถาดหลุมไว้ใส่อาหารเหมือนนักเรียนใช้กัน มีชุดนักเรียนไว้ให้บริการเพื่อใส่และถ่ายภาพรำลึกวัยเด็ก อีกทั้งมีบริการพาไปเที่ยวชมตลาดเช้าที่เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้า ทั้งอาหาร ของใช้ และของประดิษฐ์ในครัวเรือนมาวางขาย พร้อมมีท่าน้ำ เพื่อให้ได้ทำบุญใส่บาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นสามารถเดินชมอัตลักษณ์ของเมืองที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเหมือนหลายจังหวัดเมื่อความเจริญตามยุคสมัยเข้าไป ที่อุทัยธานียังเห็นสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น อุทัยธานียังคงความเป็นเมืองที่เงียบสงบ วิถีการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีแหล่งบันเทิงหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงดังในยามค่ำคืน

ระหว่างวันจะยังเพลิดเพลินไปกับแหล่งเที่ยวในอุทัยธานี ที่ใกล้อำเภอเมืองอุทัยธานีและต่างอำเภอ นั่งเรือชมวิววิถีชาวบ้าน ที่บริเวณท่าเรือแม่น้ำสะแกกรัง จุดชมวิว “บ้านชายเขา” ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย สะพานแขวนเกาะเทโพที่ชาวบ้านเคยใช้สัญจรระหว่างสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรัง เข้าไหว้พระที่วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) หรือวัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์มโนรมย์) หรือวัดผาทั่ง ที่ตั้งของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดประจำจังหวัดอุทัยธานี หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า หลวงพ่อโต อีกทั้งอุทัยธานีเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม อย่างหุบป่าตาด ป่าโบราณเหมือนในหนังจูราสสิค พาร์คเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง น้ำตกผาร่มเย็นถ้ำพุหวาย วัดถ้ำเขาวง ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ หรือจุดถ่ายรูปกับต้นไม้ยักษ์ เป็นต้น

คุณกฤตพลยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มและร่วมฟื้นฟูแหล่งอาศัย และสร้างโอกาสในชุมชนหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือ การมีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร สำรวจวิจัยฟื้นฟูแหล่งอาศัย เพราะเห็นว่าอุทัยธานีมีอัตลักษณ์ มีห้องแถวไม้ มีวัดขนาดเล็ก วัดเก่า 3 แห่งที่มี
อัตลักษณ์ สถาปัตยกรรม เลยเขียนโครงการเสนอภาครัฐสนับสนุน ซึ่งโครงการหนึ่งคือ ถนนคนเดินตลาดเก่าบ้านสะแกกรัง หรือที่เรียกกันว่า ตรอกโรงยา เป็นตลาดเก่าที่จะเปิดเป็นถนนคนเดินเฉพาะวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 15.00-20.00 น. ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเก่าวินเทจมากๆ และมีร้านค้าต่างๆ ทั้งของกิน และของใช้ เดินถ่ายรูปสวยๆ ได้ตลอดถนน แม้จะมีความยาวเพียง 400 เมตร แต่ก็ใช้เวลาเดินได้เป็นชั่วโมงๆ

“อุไทย เฮอริเทจ ไม่ใช่แค่ต้องมาพัก แต่อยากให้มาเยี่ยม ชมดู ผมอยากให้แนวคิดหนึ่งของคนที่มีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เก็บสิ่งนั้นๆ หลอมรวมเรื่องราวในอดีตออกมาเป็นสตอรี่ โรงแรมรูปทรงโรงเรียนอาจสร้างใหม่ได้ แต่กลิ่นอายและบรรยากาศมันก็ไม่ใช่ ผมกำลังทำวิดีโอเล่าถึง อุไทย เฮอริเทจ หวังเป็นการต่อยอดแนวคิดให้กับคนที่คิดจะพัฒนาของเดิมที่เป็นมรดกรุ่นสู่รุ่นต่อไป” คุณกฤตพลทิ้งท้าย

จึงไม่น่าแปลกใจ อุไทย เฮอริเทจ จากวันที่เปิดทำการถึงปัจจุบัน เพิ่งเข้าปีที่สาม ยังเป็นจุดพักผ่อนครองใจของกลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อนสูงวัย และคู่รักชาวต่างชาติ ที่น่าจะเป็นอีกแห่งที่ทำสถิติมียอดลูกค้าแวะเวียนเข้ามาพักแล้วพักอีกมากสุดในจังหวัดเล็กๆ ที่บางคนมานับ 10 ครั้งในรอบปี

นวลนิตย์ บัวด้วง