ย้อนหลังเมื่อขึ้นต้นปี 2567 ทุกภาคส่วนมีความหวังในหลายมิติที่จะดีขึ้นกว่าหลายปีก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะความหวังภาคเศรษฐกิจต้องปรับตัวดีขึ้น หลังจากเผชิญผลกระทบการระบาดโควิด-19 นับตั้งแต่ปี 2563 แต่จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วเศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าแบบซวนเซ ที่เหมือนจะจับหลักวิ่งขึ้นได้แล้วแต่ยังเป็นหลักที่ไม่มั่นเพียงพอ
ด้วยระหว่างทางตลอด 4 เดือนแรกของปีนี้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบครั้งแล้วครั้งเล่า บางเรื่องสะสมมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเรื่องใหญ่มากที่สุดคงหนีไม่พ้นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เพราะถึงแม้ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นใกล้ประเทศไทย เหมือนอย่างสงครามภายในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา หลังจากเกิดการปะทะกันระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA/KNU, PDF กับทหารเมียนมา ที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ฝั่งเมียวดี มีการทิ้งระเบิดวันเดียวเกือบ 200 ลูก แต่ดูเหมือนความกังวลของผลกระทบจะยังไม่ได้มีมากนักหากเทียบกับสงครามระยะไกลในแถบตะวันออกกลาง อิหร่านกับอิสราเอล และประเทศพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย
⦁ตะวันออกกลางระอุยาว
เปิดฉากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรงถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังรัสเซียโจมตียูเครน เดือนกุมภาพันธ์ 2565 จนถึงปัจจุบันกว่า 2 ปีแล้ว แต่สงครามระหว่าง 2 ประเทศนี้ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงได้ แม้มีความสูญเสียเป็นจำนวนมาก โดยองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ประเมินว่า จนถึงขณะนี้ ประชาชนในยูเครนเสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน ด้านรัสเซียสูญเสียไม่น้อยเช่นกัน ตามรายงานเกิดการเสียชีวิตของทหาร จำนวนมากกว่า 25,000 นาย แต่ก็ยังมีการเพิ่มกำลังพลเข้าสู่สนามสงครามต่อเนื่อง
ตามมาด้วยอิสราเอล-ฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 กลุ่มฮามาส เปิดฉากโจมตีอิสราเอล ด้วยจรวดขีปนาวุธจำนวนราว 2,200 ลูก ทำให้พื้นที่หลายแห่งเสียหาย และมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก เป็นเหตุให้ทางการอิสราเอล เรียกทหารกองหนุนเข้าประจำการกว่า 465,000 นายทั่วประเทศ รวมทั้งยังเรียกกำลังพลสำรองอีกกว่า 300,000 นาย และส่งทหารกองหนุนราว 100,000 นาย ไปยังชายแดนทางใต้ที่ติดกับฉนวนกาซา เพื่อเปิดฉากการสู้รบกับกลุ่มฮามาสทันที
ต่อมาเมื่อวันที่ 13-14 เมษายนที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงระเบิดโดรนและขีปนาวุธ 300 กว่าลูกใส่อิสราเอล นับเป็นการโจมตีอิสราเอลโดยตรงครั้งแรก ซึ่งอิหร่านให้เหตุผลว่า เป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเอง สาเหตุมาจากการโจมตีสถานกงสุลอิหร่านในดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย ซึ่งเชื่อว่า อิสราเอลอยู่เบื้องหลัง ทำให้กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาจากการโจมตีของอิสราเอล ได้เพิ่มขึ้นเป็น 34,049 รายแล้ว ณ วันที่20 เมษายนที่ผ่านมา และยังไม่หมดลงเท่านี้ เพราะยังเหลือผู้สูญหายที่ยังค้นไม่พบใต้ซากปรักหักพังจำนวนมากด้วย
ภาพสงครามที่กลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเงียบลงไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความกังวลกับภาพเศรษฐกิจว่า จะถูกกระทบเหมือนปี 2566 อีกหรือไม่ เพราะในปี 2566 สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนเงียบมาระยะหนึ่งแล้ว แต่มาเจอสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ผนวกกับปัญหาเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร เรียกว่า เป็นการโตต่ำกว่าศักยภาพจริง แบบไม่น่าจะเกิดขึ้น
⦁หวังฉุดการค้าขายไม่มาก
ความกังวลหลักส่งถึงภาคการส่งออกไทยโดยตรง เนื่องจากการทำสงครามที่ดุเดือดมากขึ้น จะมีผลต่อกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอย่างแน่นอน โดยจากข้อมูลพบว่า การค้าระหว่างไทย-อิหร่าน ปี 2567 (มกราคม-กุมภาพันธ์) อิหร่านเป็นคู่ค้าลำดับที่ 72 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 24.16 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 21.70 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 22.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.81% ไทยนำเข้า 1.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 19.94%
แต่สถานการณ์การสู้รบอาจส่งผลทางจิตวิทยาต่อนักธุรกิจ ซึ่งไม่มีความเชื่อมั่นในการทำการค้ากับอิหร่าน เนื่องจากยังไม่ทราบทิศทางที่ชัดเจนที่อิสราเอลและประเทศพันธมิตรจะดำเนินการตอบโต้ในรูปแบบใด โดยส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ของไทย มีแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นติดตามอย่างใกล้ชิดและประเมินสถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าไทย-อิหร่าน อย่างต่อเนื่อง อาทิ การหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขอื่นๆ เพิ่มเติม
⦁นักวิชาการชี้ความเสี่ยงยังเท่าเดิม
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ขณะนี้ประเมินว่าความเสี่ยงยังอยู่ในจุดเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง แม้มีการตอบโต้กันระหว่าง 2 ประเทศเกิดขึ้น แต่มองว่าเป็นเรื่องการประกาศแสนยานุภาพทางการทหารมากกว่า ไม่ได้เป็นการโจมตีทางอาวุธเพื่อมุ่งหวังเอาชีวิตประชาชนของประเทศฝั่งตรงข้าม
โอกาสที่จะเกิดสงครามรุนแรงยังมีประมาณ 30% ส่วนอีก 70% มองว่าอาจยังไม่เกิดสงครามขนาดใหญ่ หรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้น สะท้อนจากอิหร่านโจมตีอิสราเอลกลับ แม้ภาพออกมาดูรุนแรงในเรื่องอาวุธ แต่หากประเมินภาพความเสียหาย ยังมีน้อย ไม่ได้ส่งผลร้ายต่อผู้คนมากนักคล้ายกับอิสราเอลที่โจมตีกลับแต่เลือกสถานที่โจมตีแทบไม่เสียหายต่อผู้คนหรือสิ่งก่อสร้างเช่นกัน ต่างฝ่ายจึงต่างไม่ต้องการให้สถานการณ์ลามปามไปจนเกิดสงครามขนาดใหญ่ขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม คือ ท่าทีของสหรัฐว่าจะยังคงสนับสนุนอิสราเอลในระดับไหน หากอิสราเอลคิดว่าต้องตอบโต้อิหร่านกลับอีก อาจเกิดการขยายตัวสู่สงครามในระดับภูมิภาค แต่คาดว่าสงครามในครั้งนี้จะไม่ใช้กองทหารภาคพื้นเข้าโจมตีกันแต่จะเป็นการโจมตีกันทางอากาศเหมือนที่ได้ทำมาในอดีต เนื่องจากหากสหรัฐให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างเต็มตัวจะไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึงเดือนพฤษภาคมนี้ และจะไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐเองในด้านความมั่นคงและโอกาสการก่อการร้ายภายในประเทศ
⦁สู้รบเมื่อไหร่หายนะเมื่อนั้น
นายสมชายกล่าวอีกว่า ประเมินอิหร่านเอง ก็คงไม่อยากให้เกิดการขยายวงกว้าง เพราะอิหร่านจะเสียหายเยอะ และสมการด้านการรบยังเป็นรองอิสราเอลและสหรัฐ แต่มีสมรรถภาพทางการทหารที่แข็งแกร่งเช่นกัน สะท้อนจากการยิงขีปนาวุธกว่า 300 ลูกอย่างต่อเนื่อง หากเป็นการยิงเพื่อมุ่งเอาชีวิตจะส่งผลกระทบอย่างหนักแน่นอน ซึ่งมองว่าทั้งอิสราเอลและอิหร่าน ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น ไม่มีฝ่ายใดต้องการเปิดหน้าไพ่ขึ้นมาประจันหน้ากันก่อน แต่เป็นการตอบโต้กันเพื่อรักษาความเป็นผู้นำและอำนาจต่อกลุ่มติดอาวุธแต่ละฝ่ายมากกว่า โดยโอกาสที่จะเกิดการสู้รบกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธ ขยายวงกว้างจนเป็นการเปิดฉากสู้รบกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเลยนั้น ให้ไว้ประมาณ 20% หากเกิดภาพนั้นขึ้น ผลกระทบจะขยายวงกว้างเป็นวิกฤตอีกครั้งได้
ความเสี่ยงในตอนนี้ อยู่ที่กลุ่มผู้นำของอิสราเอล ที่เป็นกลุ่มขวาจัด มีแนวคิดในการเล่นงานอิหร่าน เพราะอิหร่านยังไม่สามารถเข้าถึงขีปนาวุธอันตรายมากอย่างระเบิดปรมาณู มีความเสียเปรียบมากกว่าอิสราเอล โดยเฉพาะการที่อิสราเอลหันไปเล่นงานกลุ่มแดนราฟาห์ที่อยู่ทางใต้สุดของฉนวนกาซา และอยู่ตรงพรมแดนติดกับคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย และพลเมืองเสียชีวิตจำนวนมากแน่นอน ทำให้เกิดการขยายวงกว้างมากขึ้นในการโจมตีระหว่างกัน เกิดเป็นภาพการสู้รบกันอย่างแท้จริงขึ้นได้ ซึ่งภาพนี้จะเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์จะกระทบต่อภาพเศรษฐกิจทั้งโลกอย่างแน่นอน
⦁มองโลกสวยQ2ศก.ไปต่อ
นายสมชายกล่าวอีกว่า ทิศทางไตรมาส 2/2567 ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย ภายใต้สมมุติฐานไม่เกิดการขยายวงกว้างของการก่อสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน รวมถึงต้องไม่มีสงครามขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกนั้น ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เศรษฐกิจโลกไปได้ดี สะท้อนจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ไปได้ดีมาก ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวไทยเดินหน้าไปได้ดีอย่างต่อเนื่อง ภาคการส่งออกดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มีงบประมาณประจำปีใส่เข้ามาแล้ว ซึ่งจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ แม้การลงทุนจะยังไม่ได้ขยับมากนัก ส่วนการบริโภคของเอกชนดูดีมาก ทำให้การลงทุนเอกชนจะดีตามด้วย ไตรมาส 2 จึงมองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา
“ภาพเศรษฐกิจไทยแม้จะขยายตัวได้ในไตรมาส 2/2567 แต่หากจะรอให้ฟื้นตัวได้จริง คงต้องรอช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หรือไตรมาสสุดท้ายรวดเดียว เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว อาทิ โครงการการลดหย่อนภาษีสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่จะเพิ่มจีดีพีขึ้นได้ประมาณ 1%และหากมีการทำดิจิทัลวอลเล็ตออกมาไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 นี้ได้ จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวมากขึ้น เพราะปี 2566 ที่เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้ เป็นเพราะงบประมาณรัฐบาลยังไม่สามารถใช้ได้ การใช้จ่ายของรัฐบาลจึงติดลบทั้งหมด ซึ่งปีนี้ภาพจะเปลี่ยนไป โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวชูโรงที่ดีด้วย” นายสมชายกล่าว
⦁เอกชนชี้จับตาผลกระทบ4ด้าน
ขณะที่ นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ประเมินสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยมองผลกระทบต่อไทย 4 ด้าน ได้แก่
1.นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และเลือกเข้าไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย มีโอกาสที่ค่าเงินบาทอาจแตะ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากบาทไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะช่วงราคาน้ำมันขึ้น อีกทั้งประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิน้ำมัน
2.ราคาน้ำมันขยับขึ้น จากความกังวลว่าสงครามอาจกระทบกับอุปทานน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้
3.เงินเฟ้อ สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้น อาจส่งผลให้เงินเฟ้อของสหรัฐ และไทย ขยับตัวสูงขึ้น และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป รวมทั้งไทยที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบเป้าหมายของนโยบายการเงินที่ 1-3% ก็อาจปรับเปลี่ยนได้หากราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น และอาจกระทบกับต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้าอื่นๆ ได้ หากรัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันแล้วอาจกระทบต้นทุนการคลัง และการนำเข้าที่สูงขึ้น จึงควรทำเฉพาะจุดหรือกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ
4.การส่งออก การส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่เนื่องจากสัดส่วนมีน้อยจึงไม่น่ากระทบกับภาพรวม อย่างไรก็ตาม ให้ติดตามผลกระทบจากการสู้รบที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านทางทะเลไปยุโรป หรือมีค่าระวางเรือที่สูงขึ้น หรือมีการจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแอฟริกา ทำให้ต้นทุนการส่งสินค้าสูงขึ้นตามและกระทบกับสินค้ากลุ่มเกษตร หรือสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำเน่าเสียง่าย
จากภาพทั้งหมด เศรษฐกิจไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไร คงต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดต่อไป

