จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตั้งแต่กรณีรัสเซียกับยูเครน จนถึงสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ที่เริ่มต้นในฉนวนกาซา ทำให้เกิดปัญหา ดันราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น
ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ไม่ใช่เพียงกระทบต่อภาคขนส่งในประเทศไทย แต่ยังขยายผลออกไปยังค่าครองชีพอื่นๆ ด้วย กระทบต่อภาวะเงินเฟ้อของประเทศปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปี 2565-2566 ที่ผ่านมา
ปี 2565 ราคาน้ำมันดิบโลกได้ปรับตัวพุ่งขึ้นไปเกิน 100 เหรียญสหรัฐ จึงทำให้รัฐบาลได้ตัดสินใจออกมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อบรรเทาค่าครองชีพในประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวดำเนินการต่อเนื่อง จนถึง 19 เมษายน 2567 รวม 9 ครั้ง เป็นเงินภาษีที่สูญเสียไปแล้วกว่า 1.79 แสนล้านบาท เพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซลไว้ระดับ 30-32 บาท
นอกจากนี้ ยังเคยมีมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน ที่ทำให้สูญเสียรายได้ไปหลักพันล้านบาทด้วย
ปัจจุบันที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่มีการพิจารณามติเกี่ยวกับการลดภาษีน้ำมันดีเซล น่าสนใจอาจจบมาตรการช่วยเหลือที่มีมายาวนานกว่า 2 ปี คือปี 2565-2567 โดยทางออกคือ การใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน แม้ว่าสถานะของกองทุนน้ำมันจะติดลบไปกว่าแสนล้านบาทแล้วก็ตาม
ทันทีที่สิ้นสุดมาตรการลดภาษี 1 บาท ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเพิ่มขึ้นทันที 50 สตางค์ หรืออยู่ที่ 30.94 บาทต่อลิตร และกองทุนน้ำมันรับดูแล 50 สตางค์
จากนั้นภาคการขนส่งขยับทันที ออกมาร้องทุกข์ผลกระทบจากน้ำมันดีเซลขึ้นราคา ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนไม่ไหว ระบุรถวิ่งงานจะหายไป 40% พร้อมขอเข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความชัดเจนในแนวทางการช่วยเหลือ
ล่าสุดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุใหญ่อีกครั้ง ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนขึ้นไปสูงอีกครั้ง
สถานการณ์ตรงหน้าน่าสนใจว่ารัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจะตัดสินใจอย่างไร
โปรลดภาษีดีเซลจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ มาลุ้นกัน!!

