เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคายางพาราพุ่งแรง จนหลายคนลุ้นหนัก โดยเฉพาะราคาซื้อขายยางแผ่นรมควัน คาดหวังให้ทะลุ 100 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) หลังสถิติสูงสุดราคายางที่ซื้อขายผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพารา ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อยู่ที่ 99.94 บาทต่อ กก. เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
กระทั่งปัจจุบัน ณ วันที่ 22 เมษายน ราคาไต่ลงมาอยู่ที่ระดับ 84.48 บาทต่อ กก.
มุมมองจาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัวของราคายางมีด้วยกันหลากหลายสาเหตุ อาทิ กลไกตลาด ความต้องการยางพาราในตลาดโลก สภาพอากาศรวมถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายป้องกันยางเถื่อนของรัฐบาล
นอกจากนั้นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อราคายางนั้น คือช่วงวงจรของการตัดยาง ขณะนี้อยู่ในช่วงปิดกรีด ทำให้มีปริมาณยางพาราในท้องตลาดจำนวนน้อย สวนทางกับความต้องการของตลาดโลกส่งผลให้ราคายางปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดของประเทศจีนที่แต่เดิมได้มีการจัดเก็บสต๊อกยางพาราไว้เป็นจำนวนมาก ขณะนี้สต๊อกยางพาราจีนเริ่มมีปริมาณร่อยหรอลง ทำให้ประเทศจีนได้เริ่มเร่งซื้อยางพาราจากประเทศต่างๆ เพื่อเติมสต๊อกใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้มั่นคงมากขึ้น หลีกเลี่ยงจากความผันผวนของราคายางที่ขึ้นลงตามปัจจัยบวกลบต่างๆ ปัจจุบันจึงมีอีกช่องทางที่น่าจับตาคือ กระบวนการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา นอกเหนือจากการผลิตยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา
ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS โดยนักวิเคราะห์ “อังคณา สิทธิการ” และ “ภวิกา กล้าหาญ” ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่อันดับ 1 ของโลก จากข้อมูลของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2566 ไทยมีการผลิตยางพาราอยู่ที่ 4.7 ล้านตัน หรือมีสัดส่วน 31.5% ของผลผลิตยางพาราทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยางพาราของไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มลดลง จากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน ที่เป็นผู้นำเข้ายางพาราไทยอันดับ 1 มีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการยางพารามีแนวโน้มลดลง ภาครัฐนำโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงได้มีการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เช่น นโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา นโยบายกระตุ้นให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปยาง อีกทั้งในปี 2567 ยังมีนโยบายส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสวนยางพาราและการจัดทำโฉนดต้นยางพารา เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร และต่อยอดอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างยั่งยืน เป็นต้น
ขณะเดียวกันจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศเป็นประเด็นที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของภาคธุรกิจ รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมยางพาราไทยจากกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงได้มีนโยบายส่งเสริมการขายคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราไทย อีกทั้งยังสอดรับกับความต้องการคาร์บอนเครดิต เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero Emissions ของทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับ คาร์บอนเครดิต คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บได้จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกลดก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสามารถนำไปแลกเปลี่ยนหรือซื้อ-ขายได้ โดยผ่านตลาดคาร์บอน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ (อบก.2566) หน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยตลาดคาร์บอนเครดิต อนึ่ง ตลาดคาร์บอนโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ 1.ตลาดคาร์บอนภาคบังคับที่ประกาศเป็นกฎหมายและมีบทลงโทษเมื่อมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ที่กำหนด เช่น มาตรการ EU ETS ในสหภาพยุโรป และ 2.ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจที่เกิดจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กร เพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วยความสมัครใจ
ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยเป็นตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ ซึ่งเป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ โครงการ T-VER สถิติการขึ้นทะเบียนโครงการของ อบก. ตั้งแต่ปี 2557-2567 (เดือนกุมภาพันธ์) พบว่ามีโครงการ T-VER ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. รวมทั้งสิ้น 375 โครงการ และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้/กักเก็บได้รวมกันประมาณ 12 MtCO2eq/ปี จำนวนนี้เป็นโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนที่มีการขึ้นทะเบียนจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 50% ของจำนวนโครงการทั้งหมด แต่โครงการภาคเกษตรนั้นยังมีจำนวนน้อยเพียง 6 โครงการ จำนวนนี้เป็นโครงการของสวนยางเพียง 4 โครงการ หรือคิดเป็น 1.1% ของโครงการทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการอื่น
ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ทาง กยท.ดำเนินการนำร่องโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา เพื่อที่สนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการยางพาราเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้มากขึ้น
ทั้งนี้หากผู้ประกอบการได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในสวนยางพาราจะสร้างโอกาสได้หลายประการ ผู้ประกอบการยางพาราที่เข้าร่วมโครงการ T-VER และขายคาร์บอนเครดิตจะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ และรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตช่วยลดผลกระทบจากปริมาณการส่งออกยางที่มีแนวโน้มลดลงได้ โดยช่วง ปี 2560-2566 ปริมาณการส่งออกยางพาราของไทยมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยปีละ 4.8% (CAGR) ขณะที่ราคาคาร์บอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากปี 2567 ราคาคาร์บอนเครดิตเฉลี่ยของไทย อยู่ที่ราว 191 บาท/tCO2eq ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5.6 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564 รายงาน State and Trends of Carbon Pricing 2023 ของ World Bank คาดราคาคาร์บอนที่จะผลักดันให้โลกบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions จะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/tCO2eqในปี 2573 จากระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐ/tCO2eq ในปี 2563
ภายในปี 2568 คาดว่าจะมีสวนยางพาราขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER อย่างน้อย 8.7 หมื่นไร่ ดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ 366,626 tCO2eq/ปี จากปี 2566 มีสวนยางพาราขึ้นทะเบียน 3.7 หมื่นไร่ กยท.อยู่ระหว่างนำสวนยางของเกษตรกร 5 หมื่นไร่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER กับ อบก. และคาดว่า กยท.จะขยายผลไปยังพื้นที่สวนยางพารา 10 ล้านไร่ ภายในปี 2573
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่มีพื้นที่สวนยางพาราควรเตรียมความพร้อมในการขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER และมุ่งสู่การขอรับรองคาร์บอนเครดิตในระยะข้างหน้า
ขณะที่ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา สนับสนุนให้พัฒนาโครงการไปสู่มาตรฐานระดับสากล เริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ถึงโอกาสทางธุรกิจจากการเข้าร่วมโครงการ T-VER และได้รับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงให้ความช่วยเหลือทางด้านองค์ความรู้ เงินทุน ควรมีแนวทางในการสนับสนุนระยะยาวชัดเจน
ทั้งการจัดสรรงบประมาณประจำสำหรับโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา สนับสนุนการรวมกลุ่มสวนยางพาราในพื้นที่เพาะปลูกยางพาราหนาแน่นเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย ตลอดจนร่วมมือกับสถาบันการเงินในการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการยางพาราที่สนใจ

