นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์และวันมาฆบูชา 2560 ระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 1,163 รายทั่วประเทศ ว่า ในส่วนบรรยากาศวันวาเลนไทน์ประชาชนส่วนใหญ่ 40.3% เห็นว่าคึกคักน้อยกว่าปี 2559 เนื่องจากเศรษฐกิจแย่ลง ราคาสินค้าแพงขึ้น และกังวลเรื่องความปลอดภัย อีก 33.8% เห็นว่าคึกคักมากขึ้น จากความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น สถานที่เที่ยวมากขึ้น และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
โดยประเมินว่าวาเลนไทน์ใช้จ่ายรวมคนละ 2,263 บาท ส่วนใหญ่เพื่อซื้อของขวัญ 1,334 บาทต่อคน ซึ่งของขวัญที่ความหวังจะได้รับคือดอกไม้ ของขวัญ ช็อกโกแลตและการ์ดจากคนรัก ตามลำดับ รองลงมาคือค่าใช้จ่ายการทานข้าวนอกบ้าน 1,231 บาท ดังนั้นประเมินว่าวาเลนไทน์ปีนี้จะมีเงินสะพัด 3,707 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 0.87%
ในการสำรวจพบว่าอายุ 15-18 ปีให้ความสำคัญกับวาเลนไทน์ เป็นลำดับที่ 5 รองจากวันสำคัญทางศาสนา ส่วนการฉลองวันวาเลนไทน์ โดยการมีเพศสัมพันธ์ พบว่า 42% เป็นนักศึกษา นอกจากนี้สำรวจพบว่า 52.5% ยอมรับได้หากคู่สมรสเคยมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงต่อเนื่อง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและการอยู่ก่อนแต่ง เป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่าสำหรับวันมาฆบูชา ประชาชนส่วนใหญ่ 50.1% เห็นว่ามีความคึกคักกว่าปีก่อน จากคาดหวังว่าเศรษฐกิจดีขึ้น สถานที่จัดงานมากขึ้นและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ อีก 26.1% เห็นว่าความคึกคักน้อยลง เพราะของแพง รายได้ไม่พอใช้จ่าย และอีก 23.8% เห็นว่าบรรยากาศเหมือนเดิม สำหรับกิจกรรมนิยมในวันมาฆบูชา คือ ทำบุญทำทาน ตักบาตร และเวียนเทียน เฉลี่ยใช้จ่ายโดยรวมคนละ 2,449 บาท และคาดมีเงินสะพัด 3,181 ล้านบาท ขยายตัว 19.4% จากปีก่อน
“วาเลนไทน์และมาฆบูชาปีนี้ ค่อนข้างแตกต่างจากปีที่ผ่านมา เพราะทั้ง 2 เทศกาลมีวันหยุดติดต่อ 3 วัน จึงคาดการณ์ว่าจะเงินใช้จ่ายสะพัดรวมกัน 10,000-12,000 ล้านบาท และเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวช่วงหยุดยาวอีกประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท แม้การใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น แต่พบว่าประชาชนเลือกใช้จ่ายกับการทำบุญเพิ่มขึ้น ซึ่งตามสถิติหากเศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนจะทำบุญมากขึ้น จึงเป็นตัวชี้วัดว่าขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ดีเต็มที่ และยังต้องพึ่งการเบิกจ่ายงบกลางปีของภาครัฐเป็นสำคัญ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกยังผันผวน และมีความขัดแย้งทางการเมือง” นายธนวรรธน์ กล่าว

