รองปลัดยธ.เผยไม่เกิน1เดือน รู้ผลสอบวินัยร้ายแรง”รองอธิบดีสุภัฒ”ฉกภาพญี่ปุ่น

6.02.17 | 16:34 น.

รองปลัดยธ.เผยไม่เกิน 1เดือน รู้ผลสอบวินัยร้ายแรง “รองอธิบดีสุภัฒ”ฉกภาพ เจ้าตัวใช้สิทธิแจงได้ภายใน15วัน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ก.พ. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัยร้ายแรง นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หลังก่อคดีขโมยภาพจากโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นระหว่างเดินทางทางไปราชการในต่างประเทศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ทีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนในคดีนี้ เข้าร่วมประชุม

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการกำหนดแนวทางและกรอบระยะเวลาการสอบสวนจากคณะกรรมการที่ร่วมตรวจสอบในคดีนี้ ซึ่งมั่นใจว่าในคดีนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนและคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือนเศษแน่นอน ซึ่งครั้งต่อไปจะเป็นการประชุมเรื่องการกำหนดแนวทางในการสอบสวนว่าพยานที่เราได้จากชั้นสืบสวนข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะกล่าวหาผู้กระทำผิดหรือยัง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะให้ระยะเวลากับผู้ที่ถูกกล่าวหา หลังได้รับการแจ้งข้อกล่าวหา มาให้การภายในระยะเวลา 15 วัน ซึ่งนายสุภัฒสามารถทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมาชี้แจงก็ได้ หรือจะเดินทางมาพร้อมกับที่ปรึกษากฎหมาย หรือทนายความก็ได้ ทั้งนี้ หากเกินระยะเวลา 15 วันไปแล้ว นางสุภัฒก็สามารถขอขยายเวลาออกไปได้ ซึ่งทางคณะกรรมการก็จะมีการพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้มีพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารมาพอสมควรแล้ว และขอให้คณะกรรมการได้ทำงานอย่างเป็นอิสระก่อน ซึ่งคณะกรรมการทั้งหมดเป็นของกระทรวงพาณิชย์ มีตนเพียงคนเดียวที่เป็นประธานเท่านั้น

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในครั้งที่ 2 ที่จะมีขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ จะเป็นหารือถึงการแจ้งข้อกล่าวหา และการกำหนดวันแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายสุภัฒ โดยพยานหลักฐานหลักที่คณะกรรมชุดนี้ได้มา ส่วนใหญ่เป็นพยานหลักฐานที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงจากกระทรวงพาณิชย์ได้ทำการสอบสวนมาแล้ว โดยคณะกรรมการชุดนี้จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาเป็นพิจารณาดูว่ายังขาดอะไรหรือไม่ ส่วนกรอบเวลาที่จะเป็นไปตามกำหนดไว้ 1 เดือนเศษได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับนายสุภัฒที่จะเข้ามาชี้แจงได้ตามระยะเวลาที่ทางคณะกรรมการได้กำหนดไว้ 15 วันหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาในเวลานี้ เป็นเรื่องของการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงคือการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเรื่องเชื่อมโยงมาจากการกระทำผิดทางอาญา ซึ่งทางอาญาถือว่าจบไปแล้ว แต่ยังต้องมีการสอบสวนทางวินัย เพราะมีผลต่อการที่นายสุภัฒได้ยื่นหนังสือลาออกจากกระทรวงพาณิชย์ว่าจะมีผลเป็นเรื่องของการลาออก หรือไล่ออก หรือปลดออก เพราะถ้าถูกไล่ออกจากราชการ นายสุภัฒก็จะไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญที่นายสุภัฒจะได้รับ อีกทั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงประเทศชาติ ซึ่งเราจะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาด้ว