เอสซีจี ตั้งเป้ารายได้โต 20% เกาะติดสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันป่วน กระทบต้นทุนพุ่ง
เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า กรณีสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนนั้น โดยผลกระทบต่อบริษัท ก็พูดยาก เพราะระดับราคาน้ำมันโลกที่ 80 หรือ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความผันผวน แต่ถ้าราคาพลังงานสูงจะกระทบต่อต้นทุนบริษัท ในสมัยก่อนหากราคาพลังงานขึ้นไป 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต้นทุนอาจขึ้นไปถึงระดับ 1,000-2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันคงไม่ใช่และยังประเมินได้ไม่ชัดเจน เพราะต้องติดตามสถานการณ์น้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการทำประกัน เพื่อป้องกันปัญหาด้านต้นทุน อาจทำได้เหมือนกับบริษัทอื่น แต่ผลกระทบด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทอาจจะขึ้นน้อยกว่าบริษัทอื่น เนื่องจากบริษัทได้เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกเข้าไปเยอะมาก ทำให้มีความได้เปรียบตรงนี้
นอกจากนี้ หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทจะมีการเตรียมนำสินค้าออกไปอีกทางหนึ่ง แต่ยอมรับว่าค่าขนส่งจะเพิ่มมากขึ้น แต่เทคนิคคือทางหนึ่งตัวน้ำมัน หรือออยล์โปรดักส์ จะมาด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องส่งสินค้าอ้อมเส้นทางเดิม แต่อีกทางหนึ่งของที่มาจากสหรัฐจะมาได้ยากขึ้น อาจส่งผลให้คู่แข่งทางธุรกิจมีต้นทุนมากขึ้น จึงมีทั้งข้อดีและไม่ดี จึงขึ้นอยู่กับการปรับตัวของธุรกิจ
“ความเสี่ยงยังมี โดยเฉพาะเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงาน สำหรับวิธีการรับมือของบริษัทจะบริหารการเงินให้มีความเข้มแข็ง และยืนเรื่องต้นทุนทางการเงินที่ต้องมีการบริหารให้ดี เพื่อป้องกันผลกระทบหนักๆ เข้ามาจะไม่มีปัญหา หากบริษัทที่การเงินเปราะบาง หรือยืนบนเปลือกน้ำแข็ง ถ้ามีอะไรมากระทบจะล้มเลย แต่เอสซีจีมีความมั่นคงทางด้านการเงินที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับความผันผวน”นายธรรมศักดิ์กล่าว
นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า ผลประกอบการเอสซีจี ไตรมาส 1/2567 มีแนวโน้มดีขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกผันผวน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในช่วงอ่อนตัว แต่เอสซีจีสามารถบริหารต้นทุนได้ดี นำเสนอนวัตกรรมกรีนต่อเนื่อง สู่ตลาด ส่งผลให้มีรายได้ 124,266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน และมีกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย โดยรวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม (EBITDA) จำนวน 12,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 2,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,559 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนานวัตกรรมกรีนให้โดนใจลูกค้า ฟังก็ชันตอบโจทย์การใช้งาน ช่วยลดคาร์บอนซึ่งดีต่อโลก อาทิ ปูนคาร์บอนต่ำ พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่ใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้เห็นได้จากยอดขาย SCG Green Choice ซึ่งอยู่ที่ 65,782 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของยอดขายทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1,114 ล้านบาท)
“ปี 2567 บริษัทยังคงเป้ายอดขายเติบโต 20% ตามธุรกิจแพคเกจจิ้ง ธุรกิจซีเมนต์ และก่อสร้างยังเติบโตดี รวมถึงยังไม่ปรับเป้าหมารายได้ ขณะที่งบลงทุนปีนี้ยังคงไว้ที่ 40,000 ล้านบาท โดยไตรมาส 1/2567 บริษัทใช้เงินลงทุนไปทั้งสิ้น 9,400 ล้านบาท สำหรับแผนไตรมาส 2/2567 จะเดินหน้าการเติบโตธุรกิจสีเขียว ทั้งกรีนโปรดักส์ กรีนโพลิเมอร์ จะพัฒนาให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งมากขึ้น“นายธรรมศักดิ์กล่าว
นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังลดต้นทุนได้ดี ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานปูนซีเมนต์ในไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนได้ถึง 47% นอกจากนี้ หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ยังได้รับเลือกให้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เป็นช่องทางใหม่ให้นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้น SCC และผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
ทั้งนี้ สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2567 แยกตามรายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) มีรายได้จากการขาย 45,376 ล้านบาท ลดลง 2% จากไตรมาสก่อน ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน รายได้จากการขาย 21,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล รายได้จากการขาย 38,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) รายได้จากการขาย 33,948 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน และ ธุรกิจเอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) รายได้จากการขายอยู่ที่ 6,784 ล้านบาท

