เปิดมุมมอง ‘เอสเอ็มอี’ เมื่อสมาคมธนาคารไทย ลดดอก 0.25% เผยรายย่อยข้องใจ 3 ประเด็น
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “มติชน” กรณีสมาคมธนาคารไทยจัดมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ทั้งลูกค้าบุคคล และเอสเอ็มอีเป็นเวลา 6 เดือน ว่า สมาพันธ์ฯ ประเมินสถานการณ์เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการยังไม่ฟื้นตัวดีพอ เหตุจากรายได้ลด ดอกเบี้ยเพิ่ม ต้นทุนพุ่งแบบทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ แต่ก็ขอชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่นำการขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางในการหาทางออกร่วมกับสมาคมธนาคารไทยลดภาระดอกเบี้ยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก และทวีความรุนแรงต่อขีดความสามารถในการชำระหนี้โดยเฉพาะรายย่อยที่จะลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เฉพาะดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ในกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอีเป็นระยะเวลา 6 เดือน และขอขอบคุณสมาคมธนาคารไทยที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งต้องการส่งเสริม สนับสนุนอย่างจริงจังต่อเนื่องในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งดิจิทัลเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ความสร้างสรรค์ นวัตกรรม ช่องทางการตลาดสมัยใหม่ และกระแสการตระหนักรับรู้ของเอสเอ็มอีที่จะยกระดับรองรับธุรกิจคาร์บอนต่ำ
นายแสงชัย กล่าวต่อว่า เรื่องลดดอกเบี้ย MRR ร้อยละ 0.25 สมาพันธ์ฯ มีข้อคิดเห็นให้กับสมาคมธนาคารไทย ดังนี้
1.นิยามกลุ่มเปราะบาง และเอสเอ็มอีอย่างไร เพราะแต่ละสถาบันการเงินมีการกำหนดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนจะใช้นิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เป็นเกณฑ์ ขณะที่ ธปท. กำหนดให้ SME คือ วงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 5-50 ล้านบาท และ Micro ( รายย่อย) วงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยขออ้างอิงจากข้อมูลเว็บไซต์ ธปท. ปิดโครงการสินเชื่อฟื้นฟูและสินเชื่อเพื่อการปรับตัว
2.ควรมีตัวชี้วัดการรายงานผลการช่วยเหลือ ได้จำนวนคนและลดผลกระทบเท่าไหร่ในแต่ละสถาบันการเงินเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างถึงผลงานที่น่ายกย่องครั้งนี้ ไม่ใช่มีแต่โครงการโปรโมชั่น แต่ไม่มีผู้ใดได้รับประโยชน์หรือรับประโยชน์ไม่ตรงปก
3.ธปท.ควรเข้ามาทบทวนลดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงถึงร้อยละ 25 ต่อปี ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อแบบมีหลักประกัน หลักประกันไม่เพียงพอ หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หันมาใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจมากขึ้น และเสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ทบทวนอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อพิโก้-นาโนไฟแนนซ์ในปัจจุบันที่สูงถึงร้อยละ 36 ร่วมด้วยในการให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งระบบที่กำกับ เพราะกลุ่มนี้เปราะบางแท้จริง
“เนื่องจากผลการสำรวจ สสว. พบว่า เอสเอ็มอี ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแลด้านกู้ยืมมากที่สุดถึงร้อยละ 64 และเอสเอ็มอีร้อยละ 46 เผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ขาดสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งทุนยากขึ้น รวมทั้งเอสเอ็มอีร้อยละ 85 ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับยังไม่ตรงตามความต้องการ ซึ่ง ธปท. ควรนำปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าวไปทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ลดลง และมีเกณฑ์กำกับอัตราดอกเบี้ยความเสี่ยงที่สถาบันการเงินคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับเอสเอ็มอีและประชาชนให้มีมาตรฐาน ความเป็นธรรม ไม่สร้าง ESG เป็นภาพลวงตา แต่ต้องให้เอสเอ็มอี กลุ่มเปราะบางและประชาชนสัมผัสได้ถึงที่พึ่งพิงให้ความเป็นธรรมและเอาใจใส่ความทุกข์ยากของประชาชนคนเศรษฐกิจฐานราก
สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวดีพอทำให้สภาวะหนี้ครัวเรือนบานปลาย เนื่องจากรายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม รายย่อยเริ่มไม่ไหว กำลังซื้อหด ใช้จ่ายลดลง กระทบต่อ SME โดยเฉพาะรายย่อย ภาระดอกเบี้ยทั้งดอกเบี้ยนโยบาย อัตราการปล่อยสินเชื่อลดลงในส่วน SME ถึงลบ 5.1% กระทบสภาพคล่อง SME การเบิกจ่ายงบภาครัฐล่าช้า ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อภาคการเกษตร รายได้เกษตรกร และ SME
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SME จากการสำรวจของ สสว. เดือนมีนาคม 2567 พบว่าติดลบ 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ลบ 2.7% ภาคกลาง ลบ 1.6% กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลบ 2.4% และภาคตะวันออก ลบ 0.7% คงที่ 1 ภาค คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลบ 0.1% ขณะที่มีสัญญาณบวกเพียง 1% ภาค คือ ภาคใต้ ลบ 2.8% ซึ่งยังสะท้อนด้านจำนวนหนี้สินและภาระชำระหนี้ของ SME ไตรมาส 1 ปี 2567 ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง บางธุรกิจเริ่มมีการนำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใชในการหมุนเวียนกิจการมากขึ้น สัญญาณการเป็นหนี้นอกระบบของรายย่อยเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2566 อีกทั้งในภาพรวม SME เข้าถึงในระบบสถาบันการเงิน 52.9% กลุ่มที่มีทั้งในและนอกระบบ 10.7% และกลุ่มที่ใช้นอกระบบ 36.4% โดยด้านสภาพคล่อง SME พบ 92% กู้ยืมเพื่อใช้ในการเป็นทุนหมุนเวียนกิจการ มีแนวโน้มภาระหนี้สินมีจำนวนวงเงินเพิ่มขึ้นทุกขนาดกิจการ
“ด้านอัตราดอกเบี้ย SME รายย่อย ที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 15% มีสัดส่วน 25% และสำรวจ SME จากข้อมูลพบว่า กลุ่มที่ได้รับดอกเบี้ยในระดับ 1-5% มีสัดส่วน 12% อัตราดอกเบี้ยระดับ 6-8% มีสัดส่วน 33% ขณะที่ภาพรวม SME ได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 8% ประมาณ 45% ขณะที่อัตราดอกเบี้ย 9-12% มี 38% และดอกเบี้ย 21-30% มี 17% รวมดอกเบี้ยสูงกว่า 9% มีสัดส่วนราว 55%” นายแสงชัย กล่าว
นายแสงชัย กล่าวว่า ภาพรวม SME ได้รับอัตราดอกเบี้ยไม่ตรงตามความต้องการ 85% และมีเพียง 15% ที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยตรงตามต้องการ ซึ่งกว่า 80% SME ต้องการดอกเบี้ยต่ำกว่า 7% สิ่งสำคัญ คือ สัญญาณอันตราย SME ชำระหนี้ธุรกิจตามสัญญาได้ 75% ขณะที่ 22% ชำระได้แต่ผิดเงื่อนไข และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญา 3% ซึ่งต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการตกชั้นหนี้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากท ทั้งนี้ ทุกปัญหาจะคลี่คลายและได้รับการแก้ไขหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

