หน้าแรก เศรษฐกิจ กรุงศรีเปิด 4...

กรุงศรีเปิด 4 กลยุทธ์กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ รุกตลาดอาเซียน ตั้งเป้าปั้นสินเชื่อโต 7%

26.04.24 | 13:09 น.

กรุงศรีเปิด 4 กลยุทธ์กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ รุกตลาดอาเซียน ตั้งเป้าปั้นสินเชื่อโต 7%


เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายบุนเซอิ โอคุโบะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ (JPC/MNC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2566 ด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อที่การขยายตัวลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรยังออกมาดี เนื่องจากธุรกิจมีนวัตกรรมต่างๆ สนับสนุนลูกค้า ส่งผลให้สินเชื่อที่ลดลงไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจ

นายบุนเซอิกล่าวว่า ส่วนเป้าหมายปี 2567 แม้จะให้ตัวเลขที่แน่ชัดไม่ได้แต่ก็เป็นเป้าหมายที่มีความท้าทาย โดยในเรื่องของสินเชื่อคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ที่ 7% จากที่ติดลบ 10% ในปีก่อน เติบโต ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การค้าเหล็ก และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) คุณภาพสินทรัพย์ยังดีและตัวเลขต่ำลงต่อเนื่อง

“โอกาสการเติบโตจะมีความมั่นใจ โดยตลาดที่มีความน่าสนใจคือประเทศแถบอาเซียนจากที่จีดีพีปี 2566 โตระดับ 4.5% จึงจะรุกตลาดในอาเซียน เช่นเวียดนาม จีดีพีโต 5% อินโดนีเซีย 5% และฟิลิปปินส์ 5-6% ด้วยเครือข่ายที่แข็งแกร่งในอาเซียน และธุรกิจที่เป็นมิตรกับธุรกิจของเรา จึงพร้อมสนับสนุนลูกค้าอยากขยายกิจการต่อไป“นายบุนเซอิกล่าว

Advertisement

นายบุนเซอิกล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2567 กรุงศรียังคงสานต่อเป้าหมายในการเป็นธนาคารพันธมิตรที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับลูกค้าธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ โดยมีมุมมองสำคัญในการดำเนินงาน 4 ด้าน ประกอบด้วย

1. เร่งส่งเสริมระบบนิเวศด้านความยั่งยืนให้กับสังคมไทย โดยอาศัยจุดแข็งในการมีความรู้ ความชำนาญในด้าน ESG ผ่านความร่วมมือกับ MUFG เพื่อนำเสนอโซลูชันทางการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

โดยเมื่อช่วงต้นปี ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากเพื่อความยั่งยืน บัญชีเงินฝากประจำเพื่อใช้สนับสนุนทางการเงินให้กับโครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน ร่วมขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนในประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าและคาดว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีในปีนี้ เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์เรื่อง ESG ให้กับลูกค้า ทั้งยังเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมให้การสนับสนุนองค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

2. ต่อยอดความร่วมมือเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ โดยจะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับ สปป. ลาว และเวียดนาม เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลที่เอื้อต่อสังคม ชุมชน ทั้งในประเทศไทยและอาเซียน โดยในปีนี้จะมีการจัดงานเจแปน อาเซียน สตาร์ทอัพ บิสซิเนส แมตชิ่ง อย่างต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากในปีก่อน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดระดับสากล ดึงดูดนักลงทุน สร้างตำแหน่งงาน พร้อมช่วยกระตุ้นให้ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

3. ขยายฐานลูกค้าบรรษัทข้ามชาติจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ด้วยพื้นฐานและปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนในประเทศไทย ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลี กรุงศรีจะใช้โอกาสนี้ทำงานร่วมกับ MUFG ในการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจจากกลุ่มประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนและขยายการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทย

4. ยกระดับบริการที่ปรึกษาด้านธุรกิจ Krungsri ASEAN LINK เชื่อมทุกความต้องการทำธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยกรุงศรีพร้อมใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสานพลังเครือข่ายธุรกิจของธนาคาร และ MUFG ที่ครอบคลุม 9 ใน 10 ประเทศในอาเซียน อาทิ Danamon Bank ในอินโดนีเซีย VietinBank ในเวียดนาม และ Security Bank ในฟิลิปปินส์ เพื่อต่อยอดบริการที่ปรึกษาด้านธุรกิจสำหรับลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจสู่อาเซียน ตั้งแต่ในขั้นตอนเริ่มแรก

เช่น การสำรวจแปลงที่ดิน การรวบรวมข้อมูลและกฎระเบียบ จนถึงการจัดตั้งและดำเนินการทางธุรกิจในต่างประเทศ โดยในปีนี้ กรุงศรีมีแผนในการจัดงานสัมมนา และกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ร่วมกับธนาคารพันธมิตรเพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจจะขยายธุรกิจในอาเซียน

“กรุงศรี ธนาคารพันธมิตร และ MUFG จะช่วยให้ลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติสามารถคว้าโอกาสและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่วิถีแห่งความยั่งยืน และสำคัญที่สุดคือช่วยผลักดันให้เกิดความยั่งยืนทางศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศต่อไป” นายโอคุโบะกล่าว