แบงก์พาณิชย์ ตอบสนองนโยบายรัฐบาล เคาะลดดอกเบี้ย MRR 0.25% ตามคำขอ ‘นายกฯ’
หลังจากประชาชาชนได้เห็นการวิวาทะระหว่างรัฐบาล และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียกว่าเป็นมหากาพย์ที่ดูแลไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ สาเหตุเกิดจากปัญหาหนีไม่พ้นเรื่อง ‘อัตราดอกเบี้ย’ จนเป็นกระแสเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลได้ออกแรกกระทุ้งผ่านการสื่อสารอย่างหนัก เพื่อขอให้ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันยืนระดับ 2.50%
แต่รัฐบาลต้องออกอาการผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะผลจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่เคยเป็นที่น่าพอใจสักครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 คณะกรรมการ กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี แม้ 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ใช่เป้าหมายที่รัฐบาลอยากจะเห็น
แต่ความเดือดร้อนจากการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยืนระดับสูง ส่งผลกระทบต่อภาระทางการเงินของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เมื่อ ธปท.ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะต้องตอบรับการส่งผ่านต้นทุกทางการเงินดังกล่าว ด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก และ เงินกู้เช่นกัน
ซึ่งส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญคือ ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ ที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยทยอยปรับขึ้นต่อเนื่อง คนมีหนี้จะมีภาระจ่ายคืนหนี้ให้กับเจ้าหนี้จะเหนื่อยมากขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยถูกปรับสูงขึ้นตาม
รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจกับท่ามกลางความทุกข์ร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งหาทางออกอื่นๆ ที่พอจะทำให้ได้
โดยย้อนไปเมื่อวันที่ 23 เมษายน นายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ จำนวน 4 แห่ง อาทิ นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย (KBANK) นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) และนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ (BBL) มาพูดคุยหารือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจทั่วไป
อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องดอกเบี้ยที่ทรงตัวระดับสูง สร้างภาระทางการเงินให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ธุรกิจสถาบันการเงินมีผลประกอบการที่สะท้อนความแข็งแกร่ง
พร้อมทั้งระบุอีกว่า ตนได้ขอร้อง ซึ่งเป็นการพูดคุยในแบบคนที่เคยรู้จักกันมากว่า 10 ปี ตั้งแต่อยู่ในวงการมา โดยขอร้องให้แบงก์ใหญ่ทั้ง 4 แห่ง พิจารณาดูแลเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งผู้บริหารทุกท่านได้รับปากจะไปพิจารณาเรื่องดังกล่าว
อีกทั้งการพูดคุยครั้งนี้อยากให้เป็นไปอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแข่งขันทางด้านธุรกิจ หรือชิงดีชิงเด่นว่าใครลดมากหรือน้อยกว่า อยากให้ทุกท่านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แล้วมาพิจารณาว่าสามารถช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร
รวมถึงข้อเจรจาไม่มีการกำหนดระยะเวลา และอยากให้เกียรติกัน เพราะเป็นเรื่องของคนที่เคยอยู่ในวงการเดียวกันมาเกือบ 20 ปี รู้จักกันมาดี สำหรับเรื่องนี้ แค่มองตาก็รู้ใจว่าเราต้องการอะไร หากสามารถทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
นายกฯ ได้เน้นย้ำอีกว่า ‘ไม่ได้จะไปกดดันอะไร ต้องให้เกียรติผู้บริหารแบงก์ทั้ง 4 ท่าน’
จากนั้นในวันเดียวกันสมาคมธนาคารไทย ได้ออกเอกสารเผยแพร่ถึงการเจรจาร่วมกับนายกรัฐมนตรี และจะมีการประชุมกับธนาคารสมาชิกภายในสมาคมธนาคารไทย เพื่อหารือถึงข้อกังวลและแก้ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยจะจัดประชุมในช่วงเย็นของวันที่ 24 เมษายน 2567
แต่ก็ไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ลากยาว โดยวันที่ 25 เมษายน สมาคมธนาคารไทย ได้ออกประกาศผลสรุปจากที่ประชุมวันที่ 24 เมษายน ระบุว่าคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ตระหนักและเห็นถึงความจำเป็นในการออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางระหว่างที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง
“ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ทั้งลูกค้าบุคคล และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และมีโอกาสฟื้นตัวปรับตัว ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจถูกปรับเปลี่ยนไปตามการดำเนินธุรกิจของแต่ละธนาคาร”
ภายหลังจากที่สมาคมธนาคารออกประกาศดังกล่าว ทางธนาคารพาณิชย์ก็ได้นำร่องแล้วในวันนี้ (26 เมษายน) เปิดโดย “ธนาคารกรุงเทพ” เผยแพร่ประกาศระบุว่า ธนาคารพร้อมที่จะตอบสนองต่อมาตรการของภาครัฐ และตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุนช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าเพื่อลดภาระทางการเงิน
‘ด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2567 เป็นระยะเวลา 6 เดือน’
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้า ครอบคลุมทั้งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และลูกค้ารายย่อย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ลูกค้าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น การปรับลด MRR 0.25 % ในครั้งนี้ จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของธนาคารที่จะช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการในระหว่างที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาพรวมในช่วงที่มีความเปราะบางทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีโครงการช่วยเหลือลูกค้า ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษภายใต้โครงการสินเชื่อบัวหลวงเพื่อการปรับตัวธุรกิจ (Bualuang Transformation Loan) วงเงินโครงการ 20,000 ล้านบาท โดยพิจารณาให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 5% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าใหม่ สามารถติดต่อสมัคร สินเชื่อบัวหลวงเพื่อการปรับตัวธุรกิจ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 มกราคม 2568 (หรือเมื่อมีลูกค้าใช้สินเชื่อเต็มวงเงินของโครงการ) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ในการฟื้นฟูธุรกิจและปรับตัวเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหากดูอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ของทั้ง 10 ธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน อาทิ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) 8.85% ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH BANK) 8.80% ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) 8.20% ธนาคารทิสโก้ (TISCO) 8.15% ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) 7.83% ธนาคารกรุงไทย (KTB) 7.57% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) 7.40%
ขณะที่ธนาคารที่อัตราดอกเบี้ยรายย่อยต่ำที่สุดคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) โดยอัตราดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 7.30% หาก BBL ดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยลงที่ 0.25% จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 7.05% มีผล 29 เมษายนนี้
จากการตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่แล้ว ถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลที่ทำสำเร็จ เพราะหัวเรือใหญ่อย่าง ‘นายกฯเศรษฐา’ ลงสนามปั้นเองกับมือ!

