หน้าแรก เศรษฐกิจ แจกหมื่นดันค้...

แจกหมื่นดันค้าปลีกโต 4% หวั่นจำกัดพื้นที่ปชช.ใช้เงินยาก – ร้านค้าถอยทัพ

28.04.24 | 13:04 น.

แจกหมื่นดันค้าปลีกโต 4% หวั่นจำกัดพื้นที่ปชช.ใช้เงินยาก – ร้านค้าถอยทัพ

น.ส.วรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตว่า หากมาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) ตามแผนที่วางไว้ อาจส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกปี 2567 โต 4% ขยับขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะโต 3% ส่วนกรณีไม่มีมาตรการฯ จะเติบโตไม่มาก ประมาณ 1% โดยประเมินจากการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบนฐานธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะเพิ่มไม่ถึง 0.55 บาท หากผู้บริโภคมีรายได้เพิ่ม 1 บาท (MPC) ภายใต้สมมุติฐานธุรกรรมเกิดขึ้น 2 รอบและประมาณ 2 ใน 3 ตกในไตรมาส 4

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเงื่อนไขในการใช้มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของยอดขายค้าปลีกแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นมาจาก 1.ยอดขายค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (ไม่รวมยอดขายยานพาหนะ และการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร) ซึ่งผู้บริโภคมีการวางแผนการใช้จ่ายอยู่แล้ว ทำให้การใช้จ่ายกรณีที่มีมาตรการฯ อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่เป็นเพียงการนำเงินมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตที่ได้จากภาครัฐมาใช้แทนเงินในส่วนของตัวเอง 2.หากมาตรการมีความล่าช้า รวมถึงผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่ได้ติดปัญหาเรื่องการกลับไปใช้เงินที่ภูมิลำเนา ก็อาจมีการทยอยใช้เงิน หรือวางแผนใช้เงินในปีหน้า ส่งผลต่อยอดขายของค้าปลีกในปี 2568 แทน

“ถ้ามาตรการดิจิทัลวอลเล็ตสามารถดำเนินการได้ตามแผน น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศ หรือสร้างยอดขายให้กับธุรกิจค้าปลีกในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า แต่ผลกระตุ้นจะมากหรือน้อยยังคงขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไขที่ยังต้องรอติดตามความชัดเจน” น.ส.วรรณวิษากล่าว

น.ส.วรรณวิษากล่าวว่า มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตจะส่งผลต่อยอดค้าปลีกมากน้อยเพียงใด ยังคงขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข ทั้งการกำหนดพื้นที่และประเภทร้านค้า นอกเหนือจากประเด็นทางด้านกฎหมาย รวมถึงระบบการใช้งานของแอพพลิเคชั่นที่ยังต้องรอติดตาม ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ อาจส่งผลต่อร้านค้าปลีกและพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ดังนี้

Advertisement

1.กำหนดพื้นที่ในการใช้เงินต้องอยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่ต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือผู้บริโภคที่อยู่นอกภูมิลำเนา มีประมาณ 6.6 ล้านคน ต้องวางแผนการเดินทางเพื่อกลับไปใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้จำเป็นต้องเร่งใช้เงิน และเลือกซื้อสินค้าที่มีมูลค่าต่อครั้งสูงๆ ทำให้การใช้จ่ายอาจกระจุกตัวอยู่แค่บางร้านค้าและบางสินค้าเท่านั้น

“ผู้บริโภคที่พำนักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาไม่จำเป็นต้องรีบใช้จ่ายเหมือนกลุ่มแรก สามารถซื้อสินค้าที่มีมูลค่าครั้งละไม่มากได้ อาทิ ของกิน หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน การใช้เงินอาจกระจายได้ในร้านค้าและสินค้าที่หลากหลายกว่า” น.ส.วรรณวิษากล่าว

2.กำหนดเงื่อนไขประเภทของร้านค้าและการถอนเงินสด อาจจำกัดร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยเฉพาะร้านค้าที่เดิมอยู่นอกระบบภาษี ปัจจุบันร้านค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) มีทั้งหมด 1.4 ล้านราย โดยเป็นร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพียง 2.8 แสนราย หรือประมาณ 20% เท่านั้น โดยการใช้มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตในรอบแรกระหว่างประชาชนกับร้านค้าหรือร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก จะต้องเป็นร้านที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในช่วงไตรมาส 3 แต่ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย ซึ่งร้านค้าต้องไปใช้จ่ายกับร้านค้า และร้านค้าที่จะถอนเงินสดได้จะต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษีและมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ 2 เป็นต้นไป

“ร้านค้าที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่า ทั้งยอดขาย การถอนเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด หากเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องการเงินสดในทันทีและเดิมไม่ได้อยู่ในระบบภาษี อาจจะรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่า ทำให้ร้านค้าที่จะเข้าร่วมมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดหวัง ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการกระจายรายได้ไปยังร้านค้าต่างๆ อย่างทั่วถึงก็จะจำกัดลงตาม” น.ส.วรรณวิษากล่าว