ธปท.ย้ำดอก 2.50% เหมาะเศรษฐกิจเวลานี้ เกาะติดค่าบาทผันผวน
นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงมุมมองในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ว่า นโยบายการเงินที่อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ที่ 2.50% เป็นระดับที่ช่วยเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว และดอกเบี้ยปัจจุบันยังเป็นระดับที่รองรับความเสี่ยงต่างๆ ได้ในระยะข้างหน้า ทั้งความเสี่ยงด้านบวก และความเสี่ยงด้านลบ จากความไม่แน่นอนหรือช็อกที่จะเข้ามาในระยะข้างหน้า โดยระยะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนมีช็อก รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยเข้ามา ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญคือข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 1/2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะทราบในเดือนพฤษภาคมนี้ อีกทั้งการประชุมครั้งถัดไปของ กนง.ในเดือนมิถุนายน 2567 จะเห็นภาพเศรษฐกิจเดือนเมษายนด้วยจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น
“ผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างต่อภาคการส่งออกไทย จะเห็นข้อมูลภาคการส่งออกว่าจะสามารถขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์หรือไม่ รวมถึงที่มาว่าเป็นปัจจัยเชิงวัฏจักรหรือเป็นเหตุมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง รวมถึงการเบิกจ่ายของภาครัฐบาล หลังงบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ คาดว่าข้อมูลที่มากขึ้นจะช่วยให้การตัดสินใจของ กนง.เป็นไปอย่างรอบด้านมากขึ้น”นายปิติกล่าว
โดยการพิจารณาของ กนง.จะดูข้อมูลหลากหลาย และพิจารณาความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ขณะนี้มีทั้งด้านสูงและด้านต่ำ ซึ่งด้านต่ำคือการเบิกจ่ายภาครัฐบาล มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเบิกจ่ายได้น้อยกว่าที่ประเมินไว้ และด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ปัจจัยเหล่านี้ กนง. ได้พิจารณาว่าเป็นความเสี่ยงด้านต่ำ
ขณะที่ความเสี่ยงสูง เช่น การเบิกจ่ายภาครัฐอาจจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็เป็นไปได้ และในแง่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคการส่งออกเริ่มฟื้นตัวและอาจจะฟื้นตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้ ซึ่งก็เป็นภาพรวมการชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจของ กนง.
อย่างไรก็ตาม หากเจาะจงด้านราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่องต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อกองทุนน้ำมันจากที่มีการตรึงราคาน้ำมันไว้ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังอีกทอด ตราบใดที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นในตลาดโลก แต่ในประเทศประเทศไทยยังไม่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาระต่อกองทุนน้ำมันจะเพิ่มขึ้น ณ ตอนนี้ถือว่าสูงขึ้นมากแล้ว
“ดังนั้น การตอบสนองของนโยบายการเงินก็ต้องพิจารณาว่าช็อกอยู่นานขนาดไหน และส่งทอดไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจโดยรวมยั่งยืนขนาดไหน โดยปกติถ้าเป็นช็อกด้านอุปทาน นโยบายการเงินจะพยายามมองทะลุไป แต่ถ้าเงินเฟ้อเริ่มขึ้นต่อเนื่องก็ต้องพิจารณากันอีกครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่ถือเป็นความเสี่ยงถึงขั้นที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมาก ทำให้ภาพเศรษฐกิจถือว่ามีความสมดุลทั้งความเสี่ยงด้านสูงและความเสี่ยงด้านต่ำ”นายปิติกล่าว
ค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมา มีความผันผวนและอ่อนค่าค่อนข้างมาก และนำสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคในบางช่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ติดตามดูเป็นพิเศษอยู่แล้ว และไม่ต้องการให้ตลาดทำงานผิดปกติ (Disfunction) หรือเกิดชะงักงัน แต่ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นอาการในลักษณะดังกล่าว แม้จะปรับผันผวนขึ้นบ้าง โดยเฉพาะช่วงหลัง ที่อ่อนค่ามาจากปัจจัยต่างประเทศ จากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าเฟดอาจดำเนินนโยบายการเงินเหมือนปัจจุบันที่ยาวนานขึ้น แต่ประเทศไทยมีผลของเชิงฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะจากการจ่ายปันผล ทำให้มีการส่งออกเงินออกนอกประเทศมากขึ้น ที่เป็นปัจจัยทำให้เงินบาทอ่อนค่า รวมถึงไตรมาส 2 อาจไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว
ดังนั้น ในแง่ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้มากในไตรมาสนี้ ส่งผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ หากมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะครึ่งหลังของปี เซนติเมนต์อาจเปลี่ยนแปลงได้จากภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกที่อาจปรับเปลี่ยนไป
“ตัวหลักที่ ธปท.ดูคือ กลไกการทำงาน และความผันผวนที่เกินขอบเขตที่คิดว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งภาพรวมปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แม้เห็นค่าเงินบาทผันผวนขึ้นบ้าง และบางครั้ง ธปท.ก็เข้าไปดูแลค่าเงินบาทเป็นครั้งคราว ซึ่งคล้ายคลึงกับธนาคารกลางต่างประเทศ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ”นายปิติกล่าว

